Click เพื่อเข้าสู่เว็บหรรษาใหม่
ดาราไทย
ดาราเอเชีย
ดาราฮอลลีวูด
คนดังหลังจอ
คนดังจากข่าว
คนดังในอดีต
Photo
Britney Spears | บริตนีย์ สเปียรส์
Britney Spears

บริตนีย์ จีน สเปียรส์ (อังกฤษ: Britney Jean Spears) เกิดเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2524) เป็นนักร้อง-นักแต่งเพลง, นักเขียน และนักแสดงหญิงชาวอเมริกัน บริตนีย์มีชื่อเสียงหลังจากซิงเกิลแรก "เบบีวันมอร์ไทม์" โด่งดังไปทั่วโลก โดยนับตั้งแต่เริ่มอาชีพการเป็นนักร้อง ผลงานของเธอขายได้กว่า 83 ล้านชุดทั่วโลก บริตนีย์ได้รับฉายาว่าเป็น เจ้าหญิงแห่งวงการเพลงป๊อป นอกจากนั้นเธอยังเป็นนักร้องประสบความสำเร็จ และมียอดขายสูงสุด (สำหรับนักร้องหญิง) ในปี 1999-2009 อีกด้วย

ประวัติ

ข้าสู่วงการ

บริตนีย์ จีน สเปียรส์ เกิดที่เมืองแม็คคอมบ์ ในรัฐมิสซิสซิปปี แต่มาโตที่เมืองเคนต์วูด ในรัฐลุยเซียนา บริตนีย์ถูกเลี้ยงดูมาในแบบครอบครัวชาวคริสต์แบบติสต์ บริตนีย์เป็นบุตรสาวคนกลางของ เจมี่ พาร์เนลล์ สเปียรส์ ช่างก่อสร้าง และ ลินน์ ไอรีน บริดจส์ อดีตครูโรงเรียนชั้นประถม บริตนีย์มีพี่ชายคือ ไบรอัน และน้องสาวคือ เจมี่ ลินน์

1991 เดินสาย

เมื่ออายุ 8 ขวบ บริตนีย์เดินทางไปแอตแลนต้า เพื่อคัดตัวเข้าร่วมรายการ มิคกี้ เม้าส์ คลับ ทางช่องดิสนีย์แชนนัล ซึ่งก็เข้าถึงรอบสุดท้าย แต่กลับถูกคัดออกในที่สุด เนื่องจากถูกพิจารณาว่า ยังเด็กเกินไป อย่างไรก็ดี โปรดิวเซอร์ของรายการได้แนะนำเธอให้กับโปรดิวเซอร์รายการในนิวยอร์กซิตี้ ที่ซึ่งเธอใช้เวลาในฤดูร้อนช่วงปิดภาคเรียนในโรงเรียนการแสดง จนได้รับบทในละครบรอดเวย์เรื่อง Ruthless ในปี ค.ศ. 1991

เมื่ออายุ 13 ปี บริตนีย์ได้เดินทางไปเข้าร่วมคัดเลือกตัวในรายการ มิคกี้ เม้าส์ คลับ อีกครั้ง และคราวนี้เธอได้รับคัดเลือก บริตนีย์เป็นส่วนหนึ่งของ มิคกี้ เม้าส์ คลับ ร่วมกับ จัสติน ทิมเบอร์เลค ต่อมาได้เป็นอดีตแฟนหนุ่ม และคริสติน่า อากีเลร่า นักร้องที่ถูกเปรียบเทียบว่าเป็นคู่แข่งของเธอตลอดมา ไม่นานหลังรายการออกไปก็ถูกยุบในปีค.ศ. 1994 บริตนีย์จึงได้เดินทางกลับไปยังเคนต์วูด เพื่อเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนมัธยม

1997 เข้าวงการ

ค.ศ. 1997 บริตนีย์ได้เข้าร่วมวงดนตรีหญิงล้วนที่มีชื่อ อินโนเซ้นต์ และได้เริ่มทำเดโม่เทป จนในที่สุดได้เซ็นสัญญากับต้นสังกัด ไจฟ์ เร็คคอร์ดส (ภาษาอังกฤษ Jive Record)ในปีเดียวกันนี้เอง และต่อมาก็ได้เล่นเปิดคอนเสิร์ตให้ วงเอ็นซิงก์และ แบ็คสตรีท บอยส์‎ซึ่งมี จัสติน ทิมเบอร์เลค เป็นนักร้องนำในวงด้วย

บริตนีย์ ได้ร่วมงานกับ แม็กซ์ มาร์ติน โปรดิวเซอร์จากสวีเดนที่สร้างชื่อให้กับแบ็คสตรีท บอยส์‎และ เอริค ฟอสเตอร์ ไวต์ ที่เคยร่วมงานกับ วิทนีย์ ฮูสตัน มาแล้ว เพลงแรกที่เริ่มบันทึกเสียงกันคือ เบบีวันมอร์ไทม์ เป็นการประกาศตัวในฐานะนักร้องหญิง

2541 – 2543:พรมแดงแห่งเจ้าหญิง

ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2541 ได้เปิดตัวซิงเกิ้ลแรกของเธอ Baby One More Time สามารถขึ้นไปถึงอันดับ 1 ในชาร์ตบิลบอร์ดของสหรัฐอเมริกา ซิงเกิลนี้เป็นซิงเกิ้ลที่ทำให้เธอ กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยเราด้วย โดยนิตยสารโรลลิงสโตนและเอ็มทีวีได้จัดอันดับเพลงนี้ให้อยู่ในลำดับที่ 25 ของ 100 เพลงป๊อปที่ดีที่สุดตลอดกาล

สำหรับ ...Baby One More Time อัลบั้มแรกที่ใช้ชื่อเดียวกันกับซิงเกิลเปิดตัวได้ออกวางจำหน่ายในช่วงต้นปี พ.ศ. 2542 โดยตัวอัลบั้มเปิดตัวที่อันดับ 1 ใน บิลบอร์ดชาร์ต สาขาอัลบั้มยอดเยี่ยม

"Sometimes" ซิงเกิ้ลต่อมา ติดอันดับ 5 ในอังกฤษ
"(You Drive Me) Crazy" ขึ้นอันดับ 10 ในอเมริกา และ อันดับ 5 ในอังกฤษ
"Born to Make You Happy" ที่สามารถขึ้นอันดับ 1 ในอังกฤษได้
ในอัลบั้มชุดนี้เธอถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่ 2 สาขาคือ ศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม และศิลปินเพลงป็อปหญิงยอดเยี่ยม

ยังได้รับหลายรางวัลดังนี้

รางวัลนักร้องหญิงดีเด่น (Best Female Artist)
รางวัลศิลปินหน้าใหม่ดีเด่น (Best Breakthrough Act)
รางวัลการแสดงป็อปดีเด่น (Best Pop Act)
รางวัลเพลงดีเด่น (Best Song)
งานเอ็มทีวี ยุโรป มิวสิก อวอร์ดสที่ดับลิน

หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงจากอัลบั้มชุดแรก บริตนีย์ก็กลับเข้าสตูดิโอในช่วงฤดูร้อนปี พ.ศ. 2542 เพื่อบันทึกเสียงอัลบั้มชุดใหม่ Oops!... I Did It Again ซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้มชุดที่ 2 เพลงOops!... I Did It Again สามารถขึ้นสู่อันดับสูงที่สุดในอเมริกา และอัลบั้มขายขายดีอันดับ 1 โดยสัปดาห์แรกสามารถขายได้ถึง 1.3 ล้านหน่วย ซิงเกิ้ลต่อๆมา "Lucky", "Stronger"และ "Don't Let Me Be The Last To Know" ทุกเพลงได้รับการตอบรับจากแฟนเพลงเป็นอย่างดี

เปิดตัวราชินี

ปี 2000 บริทนีย์ได้ขึ้นการแสดงของงาน เอ็มทีวี มิวสิกอวอร์ด 2000 ที่เธอได้ขึ้นไปร้องเพลง Oops! i did it again แบบรีมิกซ์โดยเปิดตัวในชุดเรียบสีดำและเมื่อร้องไปได้ไม่นาน เธอได้เปลี่ยนชุด เป็นชุดยาวสีขาวแทน โดยมีนัยว่า "บริตนีย์ ไม่ได้เป็นเด็กสาวอีกต่อไป แต่จะเป็นผู้หญิงเต็มตัว"

2544 – 2547: ราชินีป็อปแดนซ์

เดือนพฤศจิกายน 2544 เธอออกอัลบั้มชุดที่ 3 "Britney" เปิดตัวที่อันดับ 1 ในอเมริกาโดยยอดขายในสัปดาห์แรกคือ 746,000 แผ่น มีซิงเกิ้ลแรกคือ "I'm a Slave 4 U" ที่ The Neptunes มาช่วยแต่งและโปรดิวซ์ให้ ถึงแม้ว่าตัวอัลบั้มจะไม่ประสบความสำเร็จเช่นเคย แต่เป็นก้าวสำคัญในด้านการพัฒนาฝีมือ โดยบริตนีย์ได้ร่วมแต่งเพลงในอัลบั้ม 5 เพลง

ใน กุมภาพันธ์พ.ศ. 2545 เธอได้มีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกและเรื่องเดียว ชื่อเรื่องว่า ครอสโรดส์ (Crossroads) ต่อมาในเดือนมีนาคม เธอได่ประกาศเลิกจัสติน ทิมเบอร์เลคที่คบกันมานาน

ในระหว่างทัวร์คอนเสิร์ต Dream Within a Dream Tour ที่เม็กซิโก บริตนีย์ได้หยุดเล่นคอนเสิร์ตกลางคัน อันเนื่องจากสภาพอากาศที่เลวร้ายและเมื่อจบทัวร์ บริตนีย์ได้ออกมาประกาศเธอต้องการจะหยุดพักชั่วคราวในปีนี้เอง ความสำเร็จขอบริตนีย์ได้รับการตอกย้ำอีกครั้ง เมื่อนิตยสาร ฟอร์ส ได้จัดอันดับเธอให้เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก

เธอได้ร่วมแสดงในงาน เอ็มทีวี วีดีโอ มิวสิก อวอร์ดส ปี 2003 ร่วมกับมาดอนน่า และ คริสติน่า อากีเลร่า ในเพลง "Like a Virgin/Hollywood" โดยมาดอนน่าได้จูบ คริสติน่า อากีเลร่า ก่อนที่จะจูบ บริตนีย์ เป็นข่าวที่สร้างประแสให้กับคนทั้งโลก

พฤศจิกายน 2546 เธอได้ออกอัลบั้มชุดที่ 4 "In the Zone" แนวเพลงมีการเพิ่ม synthpop มากขึ้น ยังได้ศิลปินชื่อดังอย่าง Moby และ R. Kelly มาช่วยแต่งเพลงด้วย In the Zone ขึ้นอันดับ 1 ในอเมริกาในสัปดาห์แรกด้วยยอดขายมากกว่า 609,000 แผ่น ทำให้เธอได้เป็นศิลปินหญิงคนแรกที่มีการเปิดตัวอัลบั้มเในชาร์ทอันดับ1 ถึง 4 อัลบั้ม

ซิงเกิ้ลแรก"Me Against the Music" โดยทำงานร่วมกันกับ มาดอนน่าโดยสร้างปรากฏการฮิตต่อเนื่องโดยสามารถอยู่บนชาร์ตของ TRL เป็นเวลากว่า 9 สัปดาห์
ซิงเกิ้ลที่ 2 "Toxic" เป็นเพลงที่สร้างความสำเร็จให้กับอัลบั้มนี้เป็นอย่างมากสามารถเข้ามาอยู่ในท็อปเทนของบิลบอร์ด ฮ็อต 100
ซิงเกิ้ลที่ 3 "Everytime" สามารถเข้าสู่ท้อปชาร์ตอังกฤษ โดยขึ้นอันดับ 1 อย่างสง่างาม โดยยอดขายรวมของอัลบั้มนี้ขายได้กว่า 10 ล้านก๊อปปี้
ในปีเดียวกันนั้นเธอก็มีคอนเสิร์ตจากอัลบั้มIn The Zone ชื่อว่า The Onyx Hotel Tour ถือได้ว่าเป็นคอนเสริตเดียวที่ติดเรทและไม่มีการบันทึกการแสดงสดเลย ยดเว้นการถ่ายทอดและการบันทึกเทปของผู้เข้าชมเท่านั้น โดยเป็นคอนเสริตแรกของบริตนีย์ที่เปิดจองบัตรเพียง 26 นาทีแรกของวันแรกก็สามารถจำหน่ายบัตรได้หมดทุกที่นั่ง แต่หลังจากการเล่นคอนเสริตที่ นิวยอกซ์ได้มีการถ่ายมิวสิกวีดีโอใหม่ ซึ่งบริตนีย์ได้รับอบัติเหตุจนไม่สามารถเล่นคอนเสริตต่อได้ จึงยกเลิกทัวส์ที่เหลือทั้งหมด และทัวร์นี้ของเธอก็ได้ทำลายสถิติคอนเสิร์ต Britney Spears live in Las Vegas "Dream within a dream tour" ของตัวเอง ทำรายได้มากกว่าเดิม 113 ล้านเหรียญสหรัฐ

บริตนีย์ออกผลงานรวมฮิตที่มีชื่อว่า Greatest Hits: My Prerogative อัลบั้มขึ้นอันดับ 4 ได้มีการร้องเพลงใหม่เพิ่มในชื่อเพลง "My Prerogative" และ "Do Somethin'" การวางขายในอเมริกาสามารถจำหน่ายได้มากถึง 255,000 แผ่นภายในสัปดาห์เดียวและนี่เป็นอัลบั้มที่สามารถจำหน่ายได้มากกว่า 8 ล้านแผ่นทั่วโลก ได้รับการขายที่เรียกว่า แพตตินัม

2550 - 2551: กลับสู่เวที

บริตนีย์ สเปียรส์ ออกซิงเกิ้ลใหม่ คือ Gimme More ซึ่งเป็นซิงเกิลนำในอัลบั้มที่ 5 โดยเธอได้แสดงในงานเอ็มทีวี วิดีโอ มิวสิก อวอร์ดส 2007 แต่ด้วยการจากเวทีของเธอยาวนานเกินไป จนทำให้หลายคนล้มเลิกความตั้งใจในการเป็นแฟนคลับ และ เป็นการเปิดตัวที่แย่ที่สุด แต่ก็มีหลายฝ่ายที่ยืนมือมาช่วยเธอเพื่อกลับมายืนที่เดิมอีกครั้ง โดยการทำให้หลายคนยอมรับ โดยหนังในนิตยสาร Us รายงานว่า "มันเลวร้ายเสียจนตัวเธอเองก็อดไม่ได้ที่จะหัวเสียต่อการแสดงของเธอเมื่อเข้าไปหลังเวที แต่เธอจะทำอะไรได้เมื่อการแสดงที่เธอหวังจะใช้มันเรียกคืนวันเก่าๆ ของเธอกลับมาได้ส่งไปสู่สายตาชาวโลกนับล้าน"  แต่ขณะที่กรรมการรายการอเมริกันไอดอลอย่าง ไซมอน โคเวล ออกมาให้ความเห็นว่า "เธอขโมยความสนใจของงานนั้นไปทั้งหมด ไม่ว่าคุณจะปลื้มมันหรือไม่ เพราะสิ่งที่คุณได้ยินหลังจากวันนั้นจะมีแต่เรื่องของเธอเท่านั้น มันไม่ใช่การแสดงที่ดีที่สุด เธอยังไม่พร้อมสำหรับมัน แต่มันก็กลายเป็นสิ่งที่สร้างความสนใจให้กับตัวเธอมากกว่าศิลปินคนใดบนโลกใบนี้ใน 48 ชม.ที่ผ่านมาก็แล้วกัน"

Gimme More เพลงนี้โปรดิวซ์โดย เนท “แดนจา” ฮิลส์ ( ที่เคยทำงานกับเนลลี เฟอร์ทาโด และ ทิมบาแลนด์ มียอดขายดาวน์โหลดที่ iTunes มากถึง 179,000 โหลดในสัปดาห์แรกส่งผลให้เพลงนี้ติดอันดับ 1 ในชาร์ททันที เพลงนี้ขึ้นจากอันดับ 68 เป็นอันดับ 3 ในชาร์ทบิลบอร์ด

อัลบั้ม Blackout วางแผงในวันที่ 30 ตุลาคม ค.ศ. 2007 หลังจากที่เพลงของเธอถูกมือดีปล่อยงานเพลงของเธอทางอินเทอร์เน็ตหลายเพลง แต่เป็นเดโมที่ตักต่อยังไม่เสร็จทำให้ต้นสังกัด Jive Record ต้องเลื่อนการวางแผงอัลบั้มของเธอจากเดิมไปเป็นวันที่ 6 พฤศจิกายน ค.ศ. 2007 โดยมีการเพิ่มรานยการตัดต่อเพลงเพิ่มเข้าไปใหม่ โดยผลงานชุดนี้ได้ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์และนักแต่งเพลงมือดีหลายราย ไม่ว่าจะเป็น เพลง ‘Heaven on Earth’ โปรดิวซ์โดยโปรดิวเซอร์รุ่นใหม่ไฟแรง Freescha และ Kara DioGuardi ที่สร้างชื่อจากเพลง ‘Walk Away’ ของเคลลี่ คลาร์กสัน

ซิงเกิ้ล 2 เพลง "Piece of Me" โปรดิวซ์โดย Bloodshy & Avant โดยเพลงนี้เป็นเพลงส่วนตัวที่สุดเท่าที่บริตนีย์ร้องมา โดยมีเนื้อหาส่วนใหญ่จากช่วงชีวิตที่ตดต่ำของเธอนั้นเอง เช่นกัน นิตยสาร Entertainment Weekly ของอเมริกา พูดถึงเพลงนี้ไว้ว่าเป็นเพลงที่ “ดุดัน” และ “ส่วนตัว” มากที่สุดเพลงหนึ่งของบริตนีย์ //เนื้อหาของเพลงพูดถึงการที่นักข่าวคอยจับตามองเธอในทุกย่างก้าว ไม่ว่าเธอจะขยับตัวทำอะไรก็เป็นข่าวตลอดเวลา (I’m Miss American dream Since I was seventeen don’t matter if I step on the scene or sneak away to the Philippines they still gon put pictures of my derriere in the magazine You-want-a-piece-me?) // จากผลงานชุดนี้เองทำให้เธอได้รับ 3 รางวัลใหญ่จากเอ็มทีวี วิดีโอ มิวสิก อวอร์ดส 2008ในสาขาวิดีโอแห่งปี อีก 2 รางวัลคือ วิดีโอจากศิลปินหญิงยอดเยี่ยม และ วิดีโอเพลงป๊อปยอดเยี่ยม จากมิวสิกวิดีโอเพลง "Piece of Me" โดยทำให้ทุกคนแสดงให้เห็นว่าไม่ว่าคุณจะเป็นอะไรแต่ถ้าพร้อมที่ยอทรับมันก็จะมีคนคอยช่วยเหลือคุณอยูเสมอ โดยทั้งความพยายามของ บริตนีย์ และ ต้นสังกัด Jive เองก็ได้ช่วยเหลือกันเพื่อทำให้กลับมาที่จุดนี้ได้

2551-2552 กลับสู่วงการ

ปีค.ศ. 2008 บริตนีย์ออกอัลบั้มชุดที่ 6 ชื่อว่า เซอร์คัส ที่มีซิงเกิลแรกอย่าง "วูแมนไนเซอร์" ซึ่งสามารถขึ้นไปถึงอันดับหนึ่งในบิลบอร์ด เช่นเดียวกับตัวอัลบั้ม เซอร์คัสขึ้นอันดับหนึ่งในชาร์ต ฝั่งอัลบั้มได้ในสัปดาห์ที่วางจำหน่าย พร้อมทั้งการตอบรับการรายการต่างมากมายทั้งอเมริกาและทางฝั่งเอเชีย อย่าง ญี่ปุ่นและเกาหลี มีความสนใจในอัลบั้มใหม่นี้เป็นจำนวนมาก โดยมีการเชิญบริตนีย์มาแสดงสดหลายรายการ เช่น Hallo Amaticar และรายการหลายรายการก็รวมกันโปรโมตอัลบั้มนี้เป็นอย่างมาก ในเดือนเมษายน2008 ได้มีการประกาศแสดงคอนเสริตโดยมีนักน้องรับเชิญ PCD พุชชี้แคช และเวทีที่ออกแบบได้ยอดเยี่ยมที่สุด โดยจากการวางขายบัตรสามารถทำยอดได้มากที่สุดในคอนเสริตทั้งหมดของ ปี 2009

ชีวิตส่วนตัว

ต้นปี ค.ศ. 2002 ความสัมพันธ์ของบริตนีย์ สเปียรส์กับแฟนหนุ่มจัสติน ทิมเบอร์เลค ที่คบกันมากว่า 4 ปี ก็ได้ยุติลง ต่อมาในวันที่ 3 มกราคม ค.ศ. 2004 บริตนีย์ตกเป็นข่าวครึกโครมอีกครั้ง หลังจากที่เธอแต่งงานกับเพื่อนวัยเด็ก เจสัน อัลเลน อเล็กซานเดอร์ ในลาสเวกัส ก่อนที่ทีมทนายของเธอจะยื่นต่อศาลขอไห้การแต่งงานดังกล่าวเป็นโมฆะ เนื่องด้วยบริตนีย์ไม่มีสติสัมปชัญญะในระหว่างที่กระทำการ ทำไห้ชีวิตการแต่งงานของเธอครั้งนี้มีอายุแค่ 55 ชั่วโมงเท่านั้น

ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2004 บริตนีย์หมั้นกับ แดนเซอร์เควิน เฟเดอร์ไลน์ หลังจากรู้จักกัน 3 เดือน และได้แต่งงานกันในวันที่ 6 ตุลาคม และในเดือนเมษายน ค.ศ. 2005 เธอประกาศว่าเธอตั้งท้องลูกคนแรก และคลอดลูกชายคนแรก ฌอน เพรสตัน เฟเดอร์ไลน์ เมื่อ 14 กันยายน ค.ศ. 2005 ที่โรงพยาบาลในซานตาโมนิก้า วันที่ 12 กันยายน ค.ศ. 2006 เธอได้คลอดลูกชายคนที่ 2 เจย์เดน เจมส์ เฟเดอร์ไลน์ ในนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย

บริตนีย์ออมมายอมรับว่าเธอได้หย่าร้างกับเควิน เฟเดอร์ไลน์ ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2006 พร้อมกับเธอรับเป็นผู้เลี้ยงดูบุตรทั้ง 2 คน

เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2007 บริตนีย์สร้างข่าวช็อกแฟนเพลงมากมายโดยเริ่มจากการมีรายงานว่าเธอเข้าบำบัดที่ศูนย์ครอสส์โรดในหมู่เกาะแคริบเบียน และเริ่มทำตัวหลุดโลกโดยเริ่มจากตัดผมตัวเองจนหมดในทาร์ซานา แคลิฟอร์เนียเพื่อโกนหัว ก่อนจะไปสักลายใหม่

บริตนีย์ต้องเสียสิทธิในการเลี้ยงดูลูกทั้งสองชั่วคราว ซึ่งก่อนหน้านี้ศาลได้ให้บริตนีย์สามารถนำบุตรชายทั้ง 2 มาอยู่ด้วยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง และท้ายที่สุดบริตนีย์ถูกระงับสิทธิ์นี้ดังกล่าว

อาชีพและรายได้

อาชีพหลักของบริตนีย์ที่เป็นที่รู้จักคืออาชีพนักร้อง ทำเงินได้ถึง 26.5 ล้านเหรียญ สัญญาของเธอที่ได้จากค่าย Zomba Records จากผลงานอัลบั้มชิ้นล่าสุดอย่าง Into the Zone นั้นมากถึง 6.72 ล้านเหรียญ ซึ่งรายได้สุทธิจากการทัวร์อัลบั้มดังกล่าวมียอดถึง 20 ล้านเหรียญทีเดียว ค่าลิขสิทธิ์ทางดนตรีที่เธอได้รับจากมิวสิกวีดีโอและการโฆษณาทำให้เธอได้รับเงิน 6 หมื่นเหรียญต่อปี เธอยังมีทรัพย์สินฝากไว้ธนาคารดอกเบี้ยสูง 6 แห่งถึง 33.25 ล้านเหรียญ

สัญญาที่ได้ได้รับจากสินค้าต่างๆ ก็มีไม่น้อย ทั้งที่เคยทำลายสถิติสูงสุดมาแล้วจากโฆษณาของเป๊ปซี่ที่ทำเอาไว้เมื่อปี 2001 ด้วยรายได้ 9.27 ล้านเหรียญ รวมทั้งจากสินค้าอย่าง ซัมซุง โตโยต้า คีริง Proactiv, Skechers และ Nabisco ที่รวมได้มูลค่ากว่า 21.6 ล้านเหรียญ การร่วมงานกับเครื่องสำอางดังยี่ห้อเอลิซาเบธ อาร์เดน ( Elizabeth Arden) เมื่อปี 2547 ที่เธอได้เปิดตัวสินค้าในนามของบริตนีย์ ที่มีน้ำหอม คือ Curious น้ำหอมขายดี รวมทั้งผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและเครื่องสำอางต่างๆ วางขาย ทำให้เธอได้ค่าลิขสิทธิ์ครั้งนั้นไป 16.7 ล้านเหรียญ ซึ่งรับประกันได้ว่าเธอจะได้รายได้ต่อปีตั้งแต่ 1.96 ถึง 2.94 ล้านเหรียญ จนกว่าสัญญาจะสิ้นสุดลงในปี 2552

บริตนีย์ มีบ้านของตัวเอง 4 หลัง ทั้งในมาลิบูและออร์แลนโด รวมทั้งที่ดินเป็นป่ากว้างใหญ่ในหลุยส์เซียนา ซึ่งรวมมูลค่าทั้งหมด 22.6 ล้านเหรียญ

เธอยังมีรายได้อีก 6.5 ล้านเหรียญ จากการปรากฏตัวทางรายการโทรทัศน์ รวมกับสัญญาที่ได้จากนิตยสารและภาพยนตร์ รวมทั้งที่ได้ 3 ล้านเหรียญจากการแสดงใน Crossroads หนังเรื่องแรกและเรื่องเดียวของเธอ

ในช่วงที่เธอออกผลงานอัลบั้ม Blackout ที่ดูไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ และเธอก็ไม่ได้หาเงินจากการทัวร์คอนเสิร์ต แต่เธอก็ยังมีรายได้ จากการไปปรากฏตัวตามงานต่างๆ แมกกาซีน เช่น Pure Nightclub คลับดังที่ลาสเวกัส ขายโต๊ะใกล้โต๊ะของบริตนีย์ได้ราคาถึง 50,000 เหรียญฯ บริตนีย์หาเงินได้ตั้งแต่ 250 เหรียญฯ ถึง 100,000 เหรียญฯ จากการนั่งให้ถ่ายภาพ ทางโฟโต้ เอเจนซี่ยักษ์ใหญ่ x17 มีทีมคอยตามบริตนีย์ทั้งวันทั้งคืน ซึ่งนับเป็น 30% ของรายได้ทั้งหมดที่เธอได้มาจากพวกตากล้อง และในปี 2007 ปีเดียว ทาง X17 ก็ขายภาพของบริตนีย์ได้ถึง 2.5 ล้านเหรียญฯ รวมทั้งภาพบริตนีย์โกนหัวซึ่งมีราคาถึง 500,000 เหรียญฯ และ นิตยสารต่างๆ ที่เธอให้สัมภาษณ์เช่น People,Us Weekly, In Touch, Life & Style, OK! และ Star รวมทั้งหมด 175 ครั้งใน 78 สัปดาห์ เธอได้ค่าตัวถึง 360 ล้านเหรียญฯ และพวกหนังสือพิมพ์แทบลอยด์ที่เธอขึ้นปกอีกหลายเล่ม












Leave a comment
Name:
Comment: