Click เพื่อเข้าสู่เว็บหรรษาใหม่
ดาราไทย
ดาราเอเชีย
ดาราฮอลลีวูด
คนดังหลังจอ
คนดังจากข่าว
คนดังในอดีต
Photo
Hilary Duff | ฮิลารี ดัฟฟ์
Hilary Duff

ลารี เออร์ฮาร์ด ดัฟฟ์ (อังกฤษ: Hilary Erhard Duff) เกิดวันที่ 28 กันยายน ค.ศ. 1987 เป็น นักร้อง, นักแสดง และดีไซเนอร์ ชาวอเมริกัน หลังจากที่เริ่มต้นเข้าสู่วงการด้วยการแสดงบทนำในละครทางโทรทัศน์ Lizzie McGuire ทางช่อง Disney เธอก็มาสู่ผลงานอาชีพบนจอเงินอย่าง Cheaper by the Dozen (2003), The Lizzie McGuire Movie (2003) และ A Cinderella Story (2004)

เธอยังเดินทางบนสายอาชีพนักร้องอีกด้วย โดยสามารถทำยอดขายอัลบั้มของเธอได้กว่า 13 ล้านแผ่นทั่วโลก และมี 4 แผ่นเสียงทองคำขาว (RIAA certified-platinum albums) เป็นเครื่องการันตี อัลบั้มแรกของเธอ Metamorphosis (2003) สามารถทำยอดขายอัลบั้มถล่มทลาย โดยได้ 2 แผ่นเสียงทองคำขาวมาการันตีทีเดียว ต่อมา Hilary Duff (2004), Most Wanted (2005) เป็นอัลบั้มที่ยังคงทำยอดขายแผ่นเสียงทองคำขาวได้ต่อไปอีก Dignity (2007) คืออัลบั้มล่าสุดของเธอ ที่วางจำหน่ายในเดือนเมษายน 2007 และได้แผ่นเสียงทองคำมาครองในเดือนสิงหาคมในปีเดียวกันนั้น

นอกจากนั้นเธอยังเคยมีแบรนด์เสื้อผ้าของเธอ Stuff by Hilary Duff และในปัจจุบันกับแบรนด์ Femme by DKNY ร่วมทั้ง 2 น้ำหอมภายใต้การดูแลของ อลิซาเบธ เออร์เดน ในนาม With Love...Hilary Duff ไม่เพียงเท่านั้นเธอยังร่วมเป็นผู้อำนวยการสร้างในหนังเรื่อง Material Girls และกำลังจะมีผลงานในภาพยนตร์เรื่องใหม่ The Story of Bonnie and Clyde

ปัจจุบันได้หมั้นกับแฟนหนุ่มที่คบหาดูใจกันมากว่า 2 ปี ไมค์ คอมรี นักกีฬาฮอคกี้ทีมเอ็ดมอนทอน โอลิเวอร์ส โดยทั่งคู่อายุห่างกันราว 7 ปี ตามข่าวรายงานว่าแหวนหมั้นมูลค่ากว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐ

ชีวตก่อนเข้าสู่วงการ
ฮิลารี ดัฟฟ์ เกิดที่ ฮูสตัน, เท็กซัส ในวันที่ 28 กันยายน ค.ศ. 1987 เธอเป็นลูกสาวคนที่ 2 ของ ซูซาน โคลลีน และ โรเบิร์ต ดัฟฟ์ เธอมีพี่สาวด้วยหนึ่งคน เฮย์ลีย์ ดัฟฟ์ ที่เป็นนักแสดงและนักร้อง ตั้งแต่เธออายุได้ 6 ขวบ แม่ของเธอให้การสนับสนุนในการเป็นนักแสดงของเธอมาก จึงมักจะให้เธอร่วมกิจกรรมการแสดงต่างๆ ร่วมกับพี่สาวอยู่บ่อยๆ เธอและพี่สาวได้แสดงในการแสดงบัลเล่ต์ The Nutcracker Suite กับคณะ Columbus BalletMet ใน ซาน อันโตนีโอ หลังจากนั้นมุมมองการสู่วงการเริ่มกว้างไกลออกไป เธอกับแม่และพี่สาว จึงตัดสินใจเดินทางย้ายมาสู่แคลิฟอร์เนีย และหลังจากนั้นไม่ถึงปี เธอกับพี่สาวก็เริ่มไปคัดตัวตามรายการโทรทัศน์ต่าง ๆ

ผลงานทางโทรทัศน์

เริ่มเข้าสู่วงการโทรทัศน์

เธอเข้าสู่อาชีพการแสดงเริ่มจากบทเล็กๆ และบทตัวประกอบในมินิซีรีส์ทางโทรทัศน์ True Women ในปี 1997 ของ Hallmark Entertainment แล้วเธอยังแสดงบทเล็กใน Playing by Heart (1998) ก่อนที่จะได้รับแสดงในบทนำในปี 1998 กับหนัง Casper Meets Wendy ที่สร้างออกมาเป็นแผ่นวางจำหน่าย หนังประสบความสำเร็จมาก ทั้งเรื่องรายได้และคำวิจารณ์ จนมีภาคต่อออกมา แต่บทนำในภาคต่อต้องอายุน้อยกว่าเธอในขณะนั้น จึงไม่ได้รับบทนำในภาคต่อ ในปี 1999 เธอได้รับบทสมทบในหนังทางโทรทัศน์เรื่อง The Soul Collector ที่สร้างมาจากนิยายของ คาร์ทลีน เคน แสดงคู่กับบรูซ กรีนวู้ด และ เมลลิซา กิลเบิร์ท เธอยังได้รับรางวัล Young Artist Awards มาครองจากสาขารางวัลการแสดงผลงานหนังทางโทรทัศน์ยอดเยี่ยม จากบทบาทในหนังเรื่องนี้อีกด้วย[11] ต่อมาเธอแสดงในละครทางโทรทัศน์เรื่อง Daddio ทางสถานีโทรทัศน์ NBC ร่วมกับ ไมเคิล ชิคลิส ก่อนที่จะถอนตัวออกจากละคร ก่อนที่จะมารับบทนำในละครทางโทรทัศน์ที่ทำให้เธอแจ้งเกิดเต็มตัว

Lizzie McGuire

หลังจากที่ถอนตัวออกจาก Daddio เพียงหนึ่งอาทิตย์ต่อมา แม่ของเธอได้รับข่าวดีให้เธอไปคัดตัวแสดงในละครโทรทัศน์เรื่องใหม่ และเธอก็ได้รับบทนำมาในที่สุดในเรื่อง Lizzie McGuire เรื่องราวชีวิตของเด็กสาววัยรุ่นที่มีเรื่องต่างๆ เข้ามาในชีวิตช่วงมัธยมของเธอ เธอร่วมแสดงกับ ลาลีนน์, อดัมส์ แลมเบิร์ก, เจค โทมัส, เคย์ตัน ไซน์เดอร์, โรเบิร์ต คาร์ราดีน และ ฮัลลีย์ ทอดด์ Lizzie McGuire ออกอากาศครั้งแรกที่ช่อง Disney Channel ในวันที่ 12 มกราคม ค.ศ. 2001 กลายเป็นละครโทรทัศน์ดังระเบิดทันนี้ โดยมีผู้ชมชมกว่า 2.3 ล้านคนต่อตอน โดยได้ผู้ชมเด็กสาวอายุ 7-14 ปีเป็นแฟนประจำของละครเรื่องนี้ หลังจากที่ฉายไปได้ 65 ตอน ช่อง ABC ก็ติดต่ออยากจะให้เธอไปร่วมแสดงในรายการของตน แต่ท้ายที่สุดก็ยกเลิกไป เพราะเธอยังคงไม่ว่างที่ปลีกตัวไปจากละครฮิตเรื่องนี้ได้ จนในที่สุดในปี 2003 ตัวละครสร้างชื่อของเธอ ก็ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ใน The Lizzie McGuire Movie

Gossip Girl

เธอถูกทาบทามให้รับบท Olivia Burke ตัวละครใหม่ที่เพิ่มเข้ามาให้ซีรีส์ชุด Gossip Girl ในฤดูกาลที่ 3 ที่จะเริ่มออกอากาศฤดูใบไม้ร่วงปี 2009 นี้ โดยส่วนของตัวละครนี้จะเป็นดาราสาวที่มาที่เมืองใหญ่อย่าง มหานครนิวยอร์ก เพื่อมาหาประสบการณ์ในรั้วมหาวิทยาลัยและพัฒนาฝีมือการแสดงของเธอ โดยเธอเป็นรูมเมทคนใหม่ของ วาเนสซ่า (Jessica Szohr)

รายการโทรทัศน์อื่นๆ

ในขณะที่ Lizzie McGurie กำลังโด่งดัง เธอยังมาแสดงนำให้หนังทางโทรทัศน์ของ Disney ใน Cadet Kelly ร่วมกับ คริสตี้ คาร์ลสัน โรมาโน่ และ แกรี่ โคลล์ ก่อนที่จะสร้างสถิติผู้ชมชมมากที่สุดในรอบ 19 ปีที่ผ่านมา ในหนังเป็นรับบทเป็นเด็กสาวที่ถูกส่งตัวไปในโรงเรียนเตรียมทหาร เพื่อที่จะได้เรียนรู้ถึงความอดทนและสามัคคีในชีวิต เธอยังได้เป็นแขกรับเชิญตามรายการโทรทัศน์ต่างๆ เธอปรากฏใน Chicago Hope ในปีเดือนมีนาคม 2003 ก่อนจะไปรับเชิญใน George Lopez ปีเดียวกันนั้น และไปแสดงรับเชิญคู่กับพี่สาวเธอใน American Dreams ในปี 2005 เธอกลับไปร่วมรับเชิญใน George Lopez อีกครั้ง และแสดงเป็นเพื่อนร่วมชั้นเห็นแก่ตัวใน Joan of Arcadia ในขณะที่เธอทัวร์ Most Wanted กัวดาลาจารา ในเม็กซิโก เธอยังไปรับเชิญในโชว์ของศิลปินท้องถิ่น Rebelde ต่อมาในปี 2007 เธอรับเชิญเปิดตอนใหม่ของโชว์ The Andy Milonakis Show

และในปี 2009 เธอจะกลับไปสู่สื่อที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นในอาชีพของเธอ นั่นคือโทรทัศน์นั่นเอง เธอจะแสดงในซีรีส์ใหม่ให้กับช่องสถานีโทรทัศน์ NBC เรื่อง Barely Legal ซึ่งแสดงเป็นนักกฎหมายอายุน้อย ที่สร้างมาจากเรื่องจริงของ คาห์เลียน ฮอร์ทซ นอกจากนั้นเธอจะไปแสดงรับเชิญในกับซีรีส์ Ghost Whisperer ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง CBS โดยเธอจะแสดงในตอนที่ชื่อว่า Thrilled to Death ออกอากาศวันที่ 10 เมษายน 2009 โดยเธอจะแสดงเป็น เมแกน เจฟฟรี่ย์ส หญิงสาวที่เห็นชายที่ถูกฆ่าตายอย่างประหลาด และเธอได้แสดงในซีรีส์ Law & Order: SVU ทางสถานีโทรทัศน์ของ NBC โดยเธอแสดงในตอนที่ชื่อว่า Selfish ที่เป็นเรื่องราวของแม่กับลูก และการลักพาตัว โดยมีกำลังออกอากาศวันที่ 28 เมษายน 2009

ผลงานทางภาพยนตร์

เธอเริ่มแสดงในภาพยนตร์จอเงินครั้งแรกใน Human Nature (2002) หนังอินดี้ที่เธอถ่ายทำเอาไว้ก่อนจะแสดงใน Lizzie McGuire เธอแสดงเป็นตัวละครของ แพทริเซีย อาร์เคทต์ ในตอนเด็ก

2003 - 2004

ในปี 2003 เธอได้แสดงในบทนำครั้งแรกบนจอภาพยนตร์ในหนังแอคชั่นสายลับ Agent Code Backs ร่วมกับ แฟรงคิน มิวนิซ หนังประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งจนมีภาคต่อตามออกมา แต่เธอไม่ได้แสดงในภาคต่อนั้น ในปีเดียวกันเธอมี The Lizzie McGuire Movie หนังที่สร้างมาจากละครโทรทัศน์สร้างชื่อของเธอ Lizzie McGuire หนังทำรายได้ได้ดีมากในอเมริกากว่า 42.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ต่อมาปลายปีนั้นเธอแสดงเป็นหนึ่งในลูก 12 คนของ สตีฟ มาร์ติน และ บอนนี่ ฮันท์ ในหนังครอบครัวเรื่อง Cheaper by the Dozen ซึ่งกลายเป็นความประสบความสำเร็จทันทีที่หนังออกฉาย จนมีภาคต่อออกมา Cheaper by the Dozen 2 ในปี 2005 ที่เธอยังคงร่วมแสดง แต่ในภาคต่อกลับไม่ประสบความสำเร็จทางด้านคำวิจารณ์นัก

ในปี 2004 เธอแสดงในหนังโรแมนติกตลก A Cinderella Story หนังได้รับคำวิจารณ์ที่ไม่ดีนัก โดยเฉพาะเรื่องการแสดงของเธอ แต่กลับสวนทางกับด้านรายได้ของหนังที่ประสบความสำเร็จเกินคาด ต่อมาในช่วงปลายปีเดียวกัน เธอแสดงนำใน Raise Your Voice เป็นครั้งแรกที่เธอแสดงในหนังชีวิต เธอรับบทเป็นเด็กสาววัยรุ่นเสียงดี ที่ปิดตัวเองหลังจากที่พี่ชายเธอเสีย จนกระทั่งเธอได้รับเข้าการศึกษาที่โรงเรียนสอนดนตรี ซึ่งเป็นโจทย์ชีวิตของเธอ ที่เธอตั้งใจว่าจะทำสิ่งนี้เพื่อพี่ชายผู้ล่วงลับของเธอ คือการกลับมาร้องเพลงอีกครั้ง หนังได้รับคำวิจารณ์จากนักวิจารณ์ในด้านลบ และกล่าวถึงการแสดงของเธอ ที่ไม่ค่อยพัฒนาเท่าไหร่ และเรื่องการรับบทที่เป็นแบบซ้ำๆเดิมๆ ทำให้หนังไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องรายได้ และทำให้เธอได้เข้าชิงรางวัล Razzie Awards ในสาขานักแสดงนำหญิงยอดแย่เป็นปีแรก จาก Raise Your Voice และ A Cinderella Story2005 - 2008

ในปี 2005 เธอแสดงนำในเรื่อง The Perfect Man แสดงเป็นลูกสาวที่พยายามจะให้แม่ของเธอ (เฮย์เธอร์ ล็อกเลียร์) เจอกับผู้ชายที่ดีๆ หนังไม่ประสบความสำเร็จทั้งด้านรายได้และคำวิจารณ์ และในปีเดียวกันเธอได้เข้าชิงรางวัล Razzie Awards อีกครั้ง จากการแสดงใน The Perfect Man และ Cheaper by the Dozen 2 ต่อมาในปี 2006 เธอแสดงใน Material Girls หนังตลกที่แสดงร่วมกับพี่สาวของเธอ เฮย์ลีย์ ดัฟฟ์ หนังไม่เป็นที่ประทับใจนักวิจารณ์แม้แต่น้อย ส่งผลให้หนังเก็บรายได้ไปได้เพียง 10 กว่าล้านเท่านั้น หนังที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหนังเรื่อง Erin Brockovich เรื่องนี้ได้ มาร์ธา คูลลิจด์ มากำกับการแสดงให้ พร้อมทั้งได้ มาดอนน่า มาเป็นผู้อำนวยการสร้างภายใต้บริษัทสร้างหนังของเธอ Maverick Entertainment จากการแสดงของทั้งสองพี่น้อง ทำให้พวกเธอได้เข้าชิง 2 รางวัลจาก Razzie Awards ในปีนั้น

ในปี 2008 ที่ร่วมแสดงในหนังแอคชั่น กับ จอห์น คูลแซก ใน War, Inc. ที่เข้าฉายแบบจำกัดโรง โดยเธอแสดงเป็นนักร้องเอเชียสุดร้อนแรง ที่ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงการแสดงครั้งสำคัญของเธอทีเดียว เธอยังแสดงร่วมกับ โจนท์ คูลแซก, มาริสา โทเม และเซอร์ เบน คิงส์ลีย์ โดยทำรายได้เปิดตัว 35,000 เหรียญ จากการเปิดตัวฉายแค่ 2 โรงในนิวยอร์ดและแอล.เอ. เท่านั้น และยังได้รับเสียงวิจารณ์เรื่องการแสดงของเธอ ในทางที่ดีจากบรรดานักวิจารณ์อีกด้วย

2009 - ปัจจุบัน

เธอร่วมแสดงในหนังอินดี้ What Goes Up (aka Safety Glass) หนังย้อนยุคที่ย้อนกลับไปสู่ช่วงกลางปี '80 เล่าถึงนักเรียนสาวกลุ่มหนึ่ง ที่มีชีวิตอยู่ในยุคที่มีการปล่อยกระสวยอวกาศชาเลนเจอร์ เธอแสดงร่วมกับ สตีฟ คูลแกน, มอลลี่ แชนนอน, จอห์น เพคและโอลิเวีย ทริลบาย หนังมีแผนจะลงโรงฉายแบบจำกัดโรงในเดือนพฤษภาคม 2009 และจะกลายเป็นรูปแบบดีวีดีจำหน่ายทันที ในวันที่ 16 มิถุนายน 2009 โดยสตูดิโอโซนี่ พิคเจอร์ส ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังร่วมแสดงใน Greta ที่ว่าด้วยเรื่องราวของเด็กสาววัยรุ่นที่มีปัญหาชีวิต ครอบครัวส่งเธอมาอยู่กับคุณยายในเมืองอันเงียบสงบ เพื่อให้เธอค้นหาชีวิต เธอได้แสดงร่วมกับนักแสดงฝีมือดีอย่าง เอเลน เบอร์ทีน, ไมเคิล เมอร์ฟีย์ และอีวาน รอส หนังได้เปิดฉายรอบฉายทดลองก่อนฉายจริง ได้รับกระแสตอบรับกลับออกมาเป็นอย่างดี และจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์แบบวงจำกัดในวันที่ 11 ธันวาคม 2009 และหนังการ์ตูนสามมิติFoodfight! ที่เธอให้เสียงพากย์เอาไว้ ร่วมกับนักแสดงมากมาย เช่น ชาร์ลี ชีน, อีวา ลองโกเรีย พาร์คเกอร์, เวย์น บราดี้, พี่สาวของเธอ เฮย์ลีย์ ดัฟฟ์ และอีกมากมาย หนังยังคงมีปัญหาในด้านการผลิตขั้นสุดท้าย ทำให้ล่าสุดหนังยังไม่กำหนดฉายอยู่อีกต่อไป

รวมทั้งยังร่วมแสดงในหนังตลกเรื่องใหม่ของสองพี่น้องโพลิช Stay Cool โดยเธอรับบทเป็น แชสต้า โอ'นีล นักเรียนไฮสคูลปีสุดท้ายสุดเซ็กซี่ หนังจะเริ่มถ่ายทำกันในเดือนกรกฎาคม 2008 ที่ ซานตา คาลริต้า ใน แคลิฟอร์เนีย และมีนักแสดงอีกมากมาย เช่น วิโอน่า ไรเดอร์, มาร์ค โพลิช, ชอว์น อัสติน, เชวี่ เชส และจอน คลาย์เยอร์ ซึ่งทั้งหมดอยู่ในขั้นตอนการตัดต่อ และจะเปิดตัวฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่เทศกาลหนัง Tribeca Films Festival ในนิวยอร์กปลายเดือนเมษายน 2009 และกำลังมองหากำหนดฉายภายในปี 2010

ทั้งนี้เธอยังร่วมแสดงในหนังดราม่าอาชาญกรรมฉบับสร้างขึ้นมาใหม่ของ Bonnie and Clyde ต้นฉบับปี 1967 ที่เธอจะรับบทเป็น บอนนี่ พาร์คเกอร์ หญิงสาวที่ตระเวนทั่วตอนกลางของอเมริกายุคเศรษฐกิจตกต่ำ ทำเรื่องผิดกฎหมาย โดยจะแสดงร่วมกับ เควิน ซีเกอร์ส และเรนซ์ ฮาวเวิร์ดส โดยหนังกำกับโดย ทอนย่า โฮลี่ย์ มีแผนเปิดกล้องช่วงต้นปี 2010

เธอยังเป็นหนึ่งในนักแสดงของหนังที่สร้างมาจากนวนิยายปี 2002 ของ วิลเลี่ยม เกย์ Provinces of Night ที่เป็นเรื่องราวชีวิตของหนุ่มสาวชาวใต้ของอเมริกาในช่วงยุค 1950 ของอเมริกา โดยเธอร่วมเป็นหนึ่งในทีมนักแสดงร่วมกับนักร้องลูกทุ่งชาวใต้ชื่อดัง วัล คิลเมอร์, ดไวท์ ยอร์คแมน และคริส คริสโตเฟอร์สัน โดย โทบี้ คีธ ได้ถอนตัวออกไปหลังจากเปิดกล้องถ่ายทำได้เพียงวันเดียว หนังกำกับโดยผู้กำกับ เชน แด็กซ์ เทเลอร์ โดยบทบาทที่เธอได้รับคือภรรยาสาวชาวลูกทุ่ง ลาเวน ลี หนังกำลังเตรียมเดินสายโปรโมทตามเทศกาลหนังต่างๆ ในปี 2010 เพื่อหาผู้จัดจำหน่ายต่อไป

นอกจากนั้นเธอยังมีชื่อเป็นนักแสดงในโปรเจกต์หนังของโปรดิวเซอร์ ลอว์เรนซ์ มาร์ค จาก Jerry Maguire และ Dreamgilrs ใน A Great Education ที่ประกาศสร้างโปรเจกต์ที่ เทศกาลหนังเมืองคานส์ ปี 2009 ซึ่งเธอจะรับบทบาทเป็น ลิซ่า สาวสังคมผู้ทรงเสน่ห์ โดยจะร่วมแสดงกับ เบ็น คิงส์ลีย์ โดยหนังเป็นผลงานของ คริสโตเฟอร์ คีย์เซอร์ ที่จะเขียนบทภาพยนตร์และกำกับภาพยนตร์ควบคู่กัน และหนังกำลังมองหานักแสดงหนุ่มเพื่อรับบทนำอยู่ต่อไป

เธอยังมีชื่อเป็นนักแสดงนำในภาพยนตร์ทางโทรทัศน์จาก ABC Family เรื่อง Beauty & the Briefcase โดยเป็นภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายชื่อ 'Diary of a Working Girl' ของ แดเนียลล่า บรอดสกี้ โดยได้ผู้กำกับ กิล จังเกอร์ มากำกับหนัง 2 ชั่วโมงนี้แล้ว โดยเรื่องราวของหนังโรแมนติกเรื่องนี้เกิดขึ้นกับนักข่าวแฟชั่นสาวที่ยอมลงทุนกระโจนลงไปในโลกของวงการธุรกิจแสนวุ่นวายเพื่อที่จะได้ลิ้มลองรักกับหนุ่มในชุดสูทเพื่อที่จะนำเรื่องมาเขียนส่งให้กับบรรณาธิการของเธอ โดยหนังเรื่องนี้มีกำหนดพรีเมียร์ออกอากาศในวันที่ 18 เมษายน 2010

ผลงานทางดนตรี

2002 - 2004

ในปี 2002 เธอได้ร้องเพลงประกอบละครโทรทัศน์ของเธอ Lizzie McGuire ในเพลง "I Can't Wait" ซึ่งมีต้นฉบับเป็นเพลงของ บรู๊ค แมคคาลล์มอนด์ และ "The Tiki Tiki Tiki Room" ในอัลบั้มแรกของ DisneyMania อัลบั้มแรกของเธอนั้นคือ Santa Claus Lane (2002) เป็นอัลบั้มรวมเพลงคริสต์มาส เพลงเธอได้ร่วมทำงานกับพี่สาวของเธอ เฮย์ลีย์ ดัฟฟ์, ลิล โรมิโอ และคริสติน่า มิลาน แค่ซิงเกิลเพลง "Tell Me a Story (About the Night Before)" ก็สามารถทำยอดขายได้ถล่มทลาย ขึ้นสู่อันดับที่ 154 ในชาร์ตบิลบอร์ด 200 และยังได้แผ่นเสียงทองคำมาครองอีกด้วย เพลง "Santa Claus Lane" ถูกนำไปให้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง The Santa Claus 2 และเพลง "What Christmas Should Be" ก็นำไปใช้ในภาพยนตร์ Cheaper by the Dozen อีกด้วย นอกจากจะร้องเพลง "I Can't Wait" ประกอบละครโทรทัศน์ของเธอแล้ว ในเวอร์ชันภาพยนตร์เธอยังร้องเพลง "Why Not" ประกอบในภาพยนตร์ของเธอ The Lizzie McGuire Movie ที่โด่งดังข้ามโลกไปถึงออสเตรเลีย ส่วนอัลบั้มประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้นั้น ก็ทำยอดขายได้ดี

หลังจากนั้นเธอเริ่มทำอัลบั้มที่ 2 ทันที ที่ถือว่าเป็นสตูดิโออัลบั้มแรกของเธอ Metamorphosis (2003) อัลบั้มขึ้นชาร์ตทันทีที่วางจำหน่ายในแคนาดา ก่อนที่จะมาขายดีในอเมริกา เป็นอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จอีกอัลบั้มหนึ่งในปีนั้น โดยมียอดรวมขายกว่า 3.7 ล้านแผ่นจนถึงเดือนพฤษภาคม 2005 ซิงเกิลเปิดตัว "So Yesterday" ติดอัลบั้ม Top 10 ไปทั่วโลก ก่อนที่ละครโทรทัศน์เรื่อง Laguna Beach นำเพลง "Come Clean" ไปใช้เป็นเพลงเปิดเรื่อง ซึ่งเพลงนั้นก็นำไปเป็นซิงเกิลที่ 2 และก็ยังสามารถติดชาร์ตไปทั่วโลกทั้งที่สหราชอาณาจักร, ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซิงเกิลที่ 3 "Little Voice" ไม่ได้วางจำหน่ายในอเมริกา แต่จำหน่ายเฉพาะในแคนาดาและออสเตรเลีย

ปลายปี 2003 เธอจึงเริ่มออกทัวร์คอนเสิร์ตครั้งแรกใน Metamorphosis Tour และหลังจากนั้นก็มี Most Wanted Tour ซึ่งทั้ง 2 ทัวร์ของเธอ มียอดการจำหน่ายบัตรชมคอนเสิร์ตที่ขายหมดไปอย่างรวดเร็ว ในเดือนมกราคม 2004 อัลบั้มที่ 2 ของ DisneyMania ใน DisneyMania 2 เธอได้ร้องเพลง "The Siamese Cat Song" ร่วมกับพี่สาวของเธอ และเพลง "Circle of Life" ที่ร่วมร้องกับศิลปินของดิสนีย์ ไม่เท่านั้นสองพี่น้องดัฟฟ์ยังนำเพลงของ The Go-Gos มาขับร้องใหม่ในเพลง "Our Lips Are Sealed" เพื่อนำไปประกอบภาพยนตร์ A Cinderella Story

อัลบั้มที่ 3 ของเธอ ใช้ชื่อตัวเองเป็นชื่ออัลบั้มใน Hilary Duff ที่เธอยังมีส่วนร่วมในการแต่งเพลงในอัลบั้มนี้ด้วย โดยอัลบั้มนี้เป็นการเพิ่มบุคลิกภาพใหม่ๆ เพิ่งดนตรีความเป็นร็อกมากขึ้น อัลบั้มนี้วางจำหน่ายในวันเกิดปีที่ 17 ของเธอพอดี (ในเดือนกันยายน 2004) และเปิดตัวได้ในอันดับที่ 2 ในชาร์ตบิลบอร์ด 200 และเปิดตัวอันดับที่ 1 ในแคนาดา อัลบั้มนี้ขายได้ 1.5 ล้านแผ่นใน 8 เดือน มีเพียง "Fly" เป็นซิงเกิลเดียวที่จำหน่ายในอเมริกา เพลงนี้ยังข้ามไปโด่งดังที่ออสเตรเลียด้วย และปล่อยเพลง "Someone Watching Over Me" ที่ใช้ในภาพยนตร์เรื่อง Raise Your Voice ของเธอ นอกจากนั้นเธอยังร้องเพลง "(I'll Give) Anything But Up" ในอัลบั้ม Marlo Thomas & Friends: Thanks & Giving All Year Long (2004) ก่อนที่จะเริ่มทัวร์ Most Wanted Tour อีก 9 เดือนต่อมา

2005 - 2006

อัลบั้มที่ 4 ของเธอ Most Wanted (2005) เป็นการนำเพลงที่ประสบความสำเร็จมารวบรวมในอัลบั้มนี้ และเพิ่มเพลงรีมิกซ์ใหม่ รวมทั้งเพลงใหม่ที่แรงบันดาลใจของศิลปินป๊อป-ร็อคอย่าง The Killers และ Muse ลงไปในอัลบั้มด้วย อัลบั้มนี้เปิดตัวได้ดีในชาร์ตบิลบอร์ด 200 ด้วยการเปิดตัวอันดับที่ 1 บนชาร์ตถึง 2 สัปดาห์ติดกัน เช่นเดียวกันกับที่แคนาดา เพลงเปิดอัลบั้มอย่าง "Wake Up" ที่ได้ โจเอล แมดเดน และพี่ชายของเขา เบนจิ สมาชิกของวง Good Charlotte มาร่วมกันทำเพลงนี้ ทำให้เพลงนี้เป็นเพลงที่ไต่ขึ้นชาร์ตบิลบอร์ด 100 สูงที่สุดของเธอ ซิงเกิลที่ 2 "Beat of Mt Heart" ฮิตใน MTV แต่ไม่ขึ้นชาร์ตใดๆ ในอเมริกา และหลังจากนั้นเธอมี 4Ever อัลบั้มรวมเพลงที่มีวางจำหน่ายในอิตาลีเท่านั้น ในปี 2006 เธอได้ร้องเพลงใหม่ร่วมกับพี่สาวของเธอ "Material Girl" ที่เป็นการนำเพลงต้นฉบับสุดฮิตของ มาดอนน่า มาขับร้องใหม่ เพื่อประกอบภาพยนตร์ Material Girls ที่พวกเธอแสดง โดยได้ ทิมบาแลนด์ มาร่วมทำเพลงนี้ให้ด้วย

2007 - 2008

ในสตูดิโออัลบั้มที่ 4 ของเธอ Dignity เธอมีส่วนร่วมในการทำงานมากในอัลบั้มนี้ โดยได้ร่วมเขียนเพลงกับ Kara DioGuardi และยังได้ Rhett Lawrence Tim & Bob และ Richaed Vission มาร่วมทำเพลงในอัลบั้มนี้ให้ โดยอัลบั้มนี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะเปลี่ยนแนวดนตรีเป็นแดนซ์ ซึ่งก็ยังคงมีกลิ่นอายของความเป็นป๊อป-ร็อคอยู่ และเพิ่มชาวน์อิเล็กทรอนิคเข้าไป

ซิงเกิลแรก "Play with Fire" เปิดตัวก่อนอัลบั้ทวางจำหน่ายนานมาก จึงไม่ประสบความสำเร็จนัก จนกระทั่งมาซิงเกิลที่ 2 "With Love" ทำให้เธอเปิดตัวได้สวยงามในชาร์ตบิลบอร์ด 100 และชาร์ต Dance Club Play ในมิวสิควิดีโอเพลง With Love ยังเป็นการโฆษณาน้ำหอมใหม่ของเธอด้วย With Love...Hilary Duff ที่ออกวางจำหน่ายเดือนกันยายน 2006 อัลบั้มนี้วางจำหน่ายในเดือนเมษายน 2007 และเปิดตัวได้ที่ 4 ในชาร์ตบิลบอร์ด 200 และมียอดขายที่ดีในออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร ทัวร์คอนเสิร์ต Dignity World Tour เริ่มขึ้นปลายปี 2007 พร้อมกับซิงเกิลที่ 3 "Stranger" ที่ฮิตขึ้นชาร์ตทันทีในอเมริกา และในเดือนกันยายน 2007 เธอเริ่มทำเพลงที่จะเป็นซิงเกิลใหม่ของเธอ "Reach Out" ที่เป็นการนำเพลง "Personal Jesus" ของ Depeche Mode มาขับร้องใหม่ ซึ่งมีแผนนำเอามาโปรโมต ก่อนที่อัลบั้มชุดใหม่ของเธอจะออกมาในช่วงปลายปี 2008 นี้ นอกจากนั้นเธอยังร่วมแต่งเพลงในกับศิลปินรุ่นน้องด้วย เพลง "I Will" ที่มีแผนจะใส่ไว้ในอัลบั้มใหม่ของ วาเนสซ่า ฮัดเจน Identified แต่ท้ายที่สุด เพลงนี้ก็ถูกตัดออกไป

ความสัมพันธ์ของเธอกับค่ายเพลงต้นสังกัด Hollywood Records เริ่มเกิดความไม่เข้าใจกันขึ้น ทำให้เธอจะมีอัลบั้ม Best of Hilary Duff แทนที่จะเป็นสตูดิโออัลบั้มชุดใหม่ เนื่องจากไม่พอใจกับทางค่ายต้นสังกัด โดยในอัลบั้มนี้จะเพิ่มเพลงใหม่ 2 เพลง นั่นคือ Reach Out และ Holiday และจะรวมเอาเพลงฮิตของเธอตั้งแต่เริ่มร้องเพลงมารวมอยู่ในอัลบั้มนี้ โดยในอัลบั้มนี้ได้รับการถูกเมินจากทางค่ายต้นสังกัดเป็นอย่างมาก ทั้งด้านการตลาดและการโฆษณาที่มีการสนับสนุนน้อยมาก ทำให้แฟนคลับของเธอต่างไม่พอใจนัก รวมทั้งการเลื่อนกำหนดวางขายของอัลบั้มนี้มาหลายต่อหลายครั้ง และความล่าช้าของการส่งเพลงใหม่เพื่อโปรโมตตามสถานีวิทยุ และการถ่ายทำมิวสิควิดีโอที่ล่าช้า และยังไม่กำหนดออกอากาศแต่อย่างใด จึงทำให้อัลบั้มเพลงนี้จะเป็นอัลบั้มเพลงชุดสุดท้ายของเธอภายใต้ต้นสังกัด Hollywood Records ซึ่งสัญญาของเธอจะสิ้นสุดลงปลายปี 2008 นี้

มิวสิควิดีโอเพลง Reach Out ของเธอ ได้รับการออกอากาศครั้งแรกวันที่ 28 ตุลาคม 2008 ใน MySpace ในขณะที่อัลบั้ม Best of Hilary Duff ของเธอที่วางจำหน่ายในอเมริกา 11 พฤศจิกายน 2008 ไม่ประสบความสำเร็จนัก อัลบั้มเปิดตัวยอดขายได้เพียงไม่ถึง 2,000 แผ่นในสัปดาห์แรก และเปิดตัวได้นอก Billboard Top 200 ซึ่งอยู่ในชาร์ตนั่นได้เพียงสัปดาห์เดียว แต่เพลง Reach Out ของเธอก็สามารถทยานขึ้นสู่อันดับที่ 1 ในฝั่งของ Billboard Hot Dance Club Play ภายใน 4 สัปดาห์นี้ นอกจากนั้น ซิงเกล Reach Out และอัลบั้ม Best of ของเธอนี้ จะไปตีตลาดในอังกฤษเดือนมกราคม และมีข่าวลือว่าเธอกำลังเจรจาไปอยู่กับค่าย Universal Music ค่ายเดียวกับ Rihanna หรือ The Pussycat Dolls แล้ว

2009 - ปัจจุบัน

เธอให้ข่าวคราวความคืบหน้างานเพลงของเธอให้กับบล็อกซุบซิบดารา Just Jared ว่า เธอยังไม่ทราบวันหรือกำหนดการแท้จริงของอัลบั้มใหม่ เธอเริ่มทำเพลงกับโปรดิวเซอร์และเริ่มแต่งเพลงใหม่เตรียมไว้แล้ว เพลงแนวเพลงอะไรที่ใหม่หรือแนวที่ได้มาจากตัวเธอเอง เธอยังไม่ทราบกำหนดการหรือยังไม่มีใครบอกรายละเอียดอื่นๆ กับเธอเลยด้วยซ้ำ

เธอจะปล่อยซิงเกลใหม่ที่จะเป็นเพลงที่ใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง What Goes Up ที่เธอแสดงนำ โดยเพลงชื่อว่า 'Any Other Day' ภายใต้ค่ายเพลงเล็กๆ Amherst Records ซึ่งมีแผนปล่อยซิงเกลในเดือนพฤษภาคม 2009 โดยเพลงนี้มีข่าวลือว่าได้โปรดิวเซอร์จากเกาหลีอย่าง J.Y.Park (ปาร์ก จินยัง) มาทำเพลงนี้ให้เธอ และยังมีข่าวความคืบหน้าของค่ายสังกัดใหม่ของเธอ ที่น่าจะเป็น RCA Records

ผลงานอื่นๆ

เธอเปิดแบรนด์เสื้อผ้าของเธอ Stuff by Hilary Duff ขึ้นในเดือนมีนาคม 2004 ซึ่งเริ่มวางจำหน่ายที่ห้างสรรพสินค้า Target ในสหรัฐอเมริกา, ที่ห้าง Kmart ในออสเตรเลีย, ที่ห้าง Zellers ในแคนาดา และ Edgars Stores ในแอฟริกาใต้ โดยเธอเริ่มจากการขายเสื้อผ้า ขยายสินค้าออกเป็นพวกเครื่องประดับ และเครื่องใช้สำหรับสาววัยรุ่น โดยในปี 2007 เว็บไซต์ Stardoll.com ได้นำเธอไปเป็นพรีเซ็นเตอร์ โดยการเป็นตุ๊กตากระดาษให้สาวๆ มาตกแต่ง แต่งตัวให้เธอ โดยใช้สินค้าจากแบรนด์ของเธอมาตกแต่งและแต่งตัว

ในปี 2004 Playmates Toys ได้นำเธอไปเป็นต้นแบบในการทำตุ๊กตาคนดัง ต่อมาในปลายปี 2006 Mattel ออกจำหน่ายตุ๊กตาบาร์บี้ซูเปอร์สตาร์ โดยมีเธอร่วมเป็นหนึ่งในคอลเล็คชั่น ร่วมกับดาราอีกมากมายทั้ง รีส วิทเทอร์สปูน, บียอนเซ่ และอีกมากมาย

เดือนกันยายน 2006 เธอร่วมทำงานกับบริษัทของ อลิซาเบธ เออร์เดน ออกน้ำหอม With Love... Hilary Duff โดยมีจำหน่ายเฉพาะที่ร้าน Macy ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ก่อนที่จะมีการวางจำหน่ายในแคนาดาและญี่ปุ่นต่อไป ต่อมาในปี 2007 เธอเดินหน้าทำน้ำหอมใหม่ทันที Wrapped With Love ที่จะกลิ่นอายของฤดูร้อน ออกมาจำหน่ายในเดือนมกราคม 2008 และทำเป็นของขวัญพิเศษสำหรับลูกค้าในวันวาเลนไทน์นั้น

เธอเป็นตัวละครร่วมกับสุนัขสุดที่รักของเธอ โลล่า ในเกมคอมพิวเตอร์ชื่อดังของ EA ใน The Sims 2: Pets ที่ออกวางจำหน่ายในเดือนตุลาคม 2006 เธอตัวละครของเธอนั้น จะพบได้ตามพื้นที่ส่วนร่วมของเกม พร้อมกับ โลล่า สุนัขของเธอ สำหรับโลล่านั้นเป็นสุนัขพันธุ์ชิวาวา ที่ดารามักเลี้ยงกันบ่อยๆ อย่างเช่น ปารีส ฮิลตัน หรือเจสสิก้า ซิมป์สัน ซึ่งทำให้สุนัขดูเป็นแฟชั่นมากกว่าสัตว์เลี้ยง

ในปี 2009 เธอเข้าเป็นหุ้นส่วนกับ DKNY Jeans ซึ่งเป็นคนดังคนล่าสุดที่ได้ร่วมงานการออกแบบดีไซน์เสื้อผ้าให้กันคอเล็คชั่นที่จะมาถึงของ DKNY โดยเธอออกแบบชุดที่ชื่อว่า The Femme ที่แสดงถึงความเป็นผู้หญิงสาวสู้สังคม ที่จะออกวางจำหน่ายฤดูใบไม้ร่วงและเทศกาลฮอลิเดย์ 2009 นี้

นอกจากนั้นเธอยังได้สวมบทบาทในอาชีพใหม่ โดยการเป็นนักเขียนนวนิยายที่เธอแต่งขึ้นเอง โดยมีชื่อว่า Elixir ซึ่งเป็นนวนิยายวัยรุ่นภายใต้สำนักพิมพ์ Simon & Schuster โดยเป็นเรื่องของการคลายปมหลังจากที่พ่อหายตัวไปของช่างภาพข่าวหญิงคนหนึ่ง รวมทั้งเรื่องราวความรักที่อันตรายและรักสามเส้า ซึ่งนวนิยายเล่มนี้มีแผนจะออกจำหน่ายในเดือนตุลาคม 2010 ก่อนที่จะมีโครงการเขียนเป็นนวนิยายชุดออกวางจำหน่ายต่อเนื่องจนกระทั่งปี 2012[24]

เรื่องราวชีวิตส่วนตัว

เธอคบหากับนักร้อง แอรอน คาร์เตอร์ ในปี 2001 พวกเขาพบกันที่กองถ่ายละคร Lizzie McGuire ในตอนที่ คาร์เตอร์ มารับเชิญในตอนพิเศษวันคริสมาตส์ ทั้งคู่คบหากันได้ประมาณ 2 ปี ก่อนที่เขาจะไปคบหากับ ลินด์เซย์ โลฮาน ในระหว่างที่เขายังคบกับเธอ ทำให้ทั้งคู่จบสัมพันธ์กันทันที ซึ่งเป็นฉนวนที่ทำให้เธอกับดาราร่วมรุ่น ลินด์เซย์ โลฮาน มีปัญหากัน ใน Celebrith Death Macth เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2007 รายการหยิบยกปัญหาความสัมพันธ์ของทั้ง 2 สาวมาเล่นสนุก จนในปีเดียวนั้น ทั้งคู่ต่างก็ออกมาให้ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับสัมพันธ์ของทั้งคู่ โดยเธอกล่าวกับ People Magazine ในปาร์ตี้เปิดอัลบั้ม Dignity ของเธอว่า "ลินด์เซย์ เธอเป็นคนที่สนุก และเป็นสาวที่น่ารักคนหนี่ง ทีเดียว" จึงเป็นข้อสรุปว่าทั้งคู่ไม่มีเรื่องบาดหมางกันอีกต่อไป

หลังจากที่เลิกลากับคนรักเก่า ในปี 2004 เธอก็เดทกับนักร้องวง Good Charlotte โจเอล แมดเดน หลังจากนั้นเธอก็โดนหนังสือแท็บลอยด์ต่างๆ เล่นงานเธอ ประโคมข่าวเสียหาย รวมทั้งลงเรื่องการแตกแยกของครอบครัวเธอ และลงข้อความว่าเธอยังบริสุทธิ์อยู่ในเดือนมิถุนายน 2006 ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2006 เธอจบความสัมพันธ์ 2 ปีกับ โจเอล แมดเดน มีสื่อหลายสื่อต้องการที่จะทราบสาเหตุ แต่เธอก็ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ เธอบอกในรายการ MuchMusic ว่า "แน่นอน ฉันไม่อยากจะพูดถึงเรื่องนี้อีกต่อไป"

ในปี 2007 เธอมีโอกาสไปถ่ายแบบร่วมกับนักกีฬา NHL (National Hockey League) ไมค์ คอมรี หลังจากนั้นทั้งคู่ก็คบหาดูใจกัน เธอชอบที่จะไปดูแฟนหนุ่มแข่งที่สนาม ในวันที่ครบ 20 ปีของเธอ คอมรีเซอร์ไพร์สด้วยการซื้อรถใหม่ราคากว่า 1 แสนเหรียญเป็นของขวัญให้เธอ

เธอยังชอบทำการกุศลอีกด้วย เธอเป็นสมาชิกช่วยเหลือสัตว์ป่า และเป็นหนึ่งในสมาชิกชมรม Kids with a Cause เธอบริจาคเงินสดกว่า 2.5 แสนเหรียญ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยพายุเฮอร์ริเคนแคทรีน่า ในปี 2005 เธอบริจาคเงินอีกกว่า 2.5 ล้านเหรียญเพื่อซื้ออาหารให้แก่ผู้ประสบภัยพายุเฮอร์ริเคนแคทรีน่าในรัฐทางตอนใต้ ในเดือนสิงหาคม 2006 เธอลงพื้นที่รัฐนิวออร์ลีนส์ เยี่ยมและช่วยเหลือด้านอุปกรณ์การศึกษาและอาหารแก่โรงเรียนในพื้นที่ในโครงการ USA Harvest

ในเดือนสิงหาคม 2005 เธอต้องไปทำฟันใหม่ หลังจากที่โดนไมค์โครโฟนกระแทกในระหว่างแสดงคอนเสิร์ต เธอกล่าวว่า "ฟันของฉันไม่ค่อยแข็งแรงนัก และมันปิ่นไปหลังจากที่โดนไมค์โครโฟนกระแทกอย่างจัง ฉันจึงต้องไปถอนฟันออก 2 ซี่ เพื่อทำใหม่" ซึ่งตอนนี้เธอจึงไปทำฟันทั้งใหม่ ให้มีขนาดและรูปร่างที่สม่ำเสมอกันเหมือนกับฟันจริงๆของเธอ ในปี 2006 ครอบครัวของเธอ ถึงจุดแตกหักหลังจากที่พ่อและแม่ของเธอแต่งงานอยู่ด้วยกันมานานกว่า 22 ปีต้องสิ้นสุดลง โดยเธอบอกว่าเธอเสียใจมาก ที่รู้ว่าพ่อมีผู้หญิงคนอื่น เรื่องราวนี้จึงเป็นแรงบันดาลใจในเพลงของเธอ 2 เพลง คือ Stranger และ Gypsy Woman

ในเดือนตุลาคม 2006 เธอต้องไปขออำนาจศาลคุ้มครองตัวเธอ จากแฟนโรคจิตชาวรัสเชีย แม็กซิม มีอาโคฟสกี ที่เดินทางไกลเพื่อที่จะมาใกล้ชิดและติดตามเธอไปทุกๆที่ นอกจากนั้นทางเจ้าหน้าที่สืบสวนยังพบเจอแผนฆาตกรรมของเขา ที่จะลงมือฆ่าเธอ พร้อมๆกับคนที่ขัดขวางเขาไม่ให้ใกล้เธอทั้งหมด โดยเขายังเคยวางแผงที่จะซื้ออาวุธมาทำร้ายตัวเอง หวังที่จะเรียกร้องความสนใจอย่างตัวเธอด้วย ทางเจ้าหน้าที่จึงจับกุมตัวไว้ พร้อมกับตั้งวงเงินประกันตัวสูงถึง 2 แสนเหรียญสหรัฐ่

ในปี 2005 เธอมีรายได้ทั้งหมดกว่า 15 ล้านเหรียญ แล้วในเดือนธันวาคม 2007 นิตยสาร Forbes จัดอันดับคนดังที่อายุไม่เกิน 25 ปีที่มีรายได้มากที่สุด 20 คน เธอติดอยู่ในอันดับที่ 7 ของการจัดอันดับครั้งนี้ โดยมีรายได้กว่า 12 ล้านเหรียญในปีนั้น

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2010 ไมค์ คอมรี แฟนหนุ่มที่คบหากันเกือบ 3 ปี ได้ขอหมั้นเธอแบบเซอร์ไพร์สที่โรงแรมหรูบนเกาะฮาวาย สร้างความแปลกใจกับตัวเธอ รวมทั้งครอบครัวที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วย
















Leave a comment
Name:
Comment: