Click เพื่อเข้าสู่เว็บหรรษาใหม่
ดาราไทย
ดาราเอเชีย
ดาราฮอลลีวูด
คนดังหลังจอ
คนดังจากข่าว
คนดังในอดีต
Photo
Ruby Lin | หลินซินหยู
Ruby Lin

Ruby Lin ชื่อภาษาจีนคือ 林心如 เขียนแบบพินอินคือ Lin Xīnru เกิดวันอังคารที่ 27 ม.ค 2519 (1976) เกิดที่กรุงไทเป ประเทศใต้หวัน เป็นดารานักร้อง จากประเทศใต้หวัน ชื่อภาษาอังกฤษของเธอ เธอตั้งขึ้นมาเองตามความชอบของคุณแม่ คือ คุณแม่หลินชอบเครื่องประดับประเภทจิวเวอรี่ ทับทิม เข้าวงการครั้งแรกจากการถ่ายโฆษณาที่ใต้หวัน , ในปี 1996 ซินหยูก็ยังคงเป็นนักแสดงตัวประกอบ จนกระทั่งได้มีโอกาสแสดงเรื่อง องค์หญิงกำมะลอ ก็ทำให้ชื่อของเธอเป็นที่รู้จัก และไม่ได้แค่ใต้หวันเท่านั้น หลินซินหยูโด่งดังไปทั่วเอเชียเลยทีเดียว หลังจากนั้น หลินซินหยูก็ก้าวขึ้นมาในฐานะการเป็นนักร้อง ด้วย

หลินซินหยูได้รับบทบาทการแสดงอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะรับบทจอมแก่นอย่างองค์หญิงเจี้ยนหนิง ในเรื่องอุ้ยเสี่ยวป้อ นักฆ่าเลือดเย็น อย่าง เซี่ยไฉ่เยี่ย เรื่องมีดบินทะลุฟ้า เป็นผู้หญิงอบอุ่น อ่อนโยน เก็บกด อย่าง มั่นเจิน เรื่อง Eighteen Springs รวมถึงแสดงบทที่เป็นหญิงสาวไปถึงแก่ ในเรื่อง Ancestral Temple จนเมื่อหลังปี 2006 เธอก็ได้เปลี่ยนจากจอแก้วมุ่งสนใจทางด้านจอเงิน


ประวัติชีวิตช่วงแรก ๆ

หลินซินหยูเกิดในประเทศใต้หวัน พ่อของเธอเป็นพนักงานบริษัท และเธอมีน้องชาย 2 คน ครอบครัวของเธอแยกทาง พ่อแม่อย่าร้างแยกกันอยู่ และเธอต้องอยู่กับแม่ ตอนที่เธอเป็นเด็ก ทุกปีแม่ของเธอมักจะพาเธอไปเยี่ยมญาติที่ประเทศญี่ปุ่นเสมอ ๆ ซึ่งเครือญาติของเธออยู่ที่ญี่ปุ่นเยอะพอสมควร ซึ่งเธอก็ชอบมากที่จะเดินทางไปหาพวกเขาที่นั่นบ่อย ๆ
หลินซินหยูจบการศึกษาจากร.ร ประถาม ยี่ซิน และร.ร. มัธยมจาก ร.ร จงเตี้ยน ซึ่งสมัยที่เธอยังเรียนอยู่เธอก็ทำงานในวงการโฆษณาเกี่ยวกับการถ่ายแบบ เป็นงานอดิเรก ตั้งแต่อายุ 17 ปี โฆษณาชินแรกคือ โฆษณาเครื่องดื่มชา Jasmine ซึ่งคนในครอบครัวไม่เคยเห็นด้วยกับการที่ลูกสาวเข้ามาทำงานในวงการ จนเมื่อเธอได้ทำงานโฆษณาของ Jasmine รวมถึงผู้จัดที่ดูแลเธอเป็นอย่างดี ทางครอบครัวจึงค่อย ๆ ยอมรับและ เห็นด้วยในที่สุด จนเธอสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลาย เธอจึงสนใจที่จะเข้ามาทำงานในวงการอย่างจริงจัง และเธอก็ได้ตกลงทำสัญญากับบริษัท Jessie and Jones Entertainment Ltd. เมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์

ด้านการงาน (ช่วง 1994-1996)

หลังจากงานโฆษณาชิ้นแรกได้ออกอากาศไปนั้น เธอก็ได้รับความสนใจจากผู้กำกับหนัง และ ทางด้านอื่น ๆ ในวงการ ปี 1995 เธอก็มีโอกาสได้เล่นหนังเรื่องแรกคือเรื่อง School day ร่วมกับ หลินจื้ออิง และ จินเฉิงอู่ และในปีเดียวกัน เธอก็ได้เล่นละครซึ่งยังคงเป็นตัวประกอบณ ตอนนั้น จากปี 1995-1997 บทบาทที่ได้รับเล่นคือตัวประกอบ ซึ่งถือว่า เป็นดาราหน้าใหม่ในขณะนั้น ในปี 1996 หลินซินหยูต้องการไปทำงานที่จีนแผ่นดินใหญ่ เพราะเธอคิดว่า ที่นั่นจะให้ประสบการณ์การทำงานที่ดีแก่เธอได้ และก็จะได้เรียนรู้ทางด้านการแสดงที่มากขึ้นด้วย

“ ตอนที่ฉันอยู่ม.ปลายนั้น ฉันต้องรับงานหนังและทีวี ตอนแรกที่ฉันเห็นสคริปแล้ว ทำเอาฉันนอนไม่หลับเลย ซี่งฉันก็คิดว่ามันเป็นโอกาสที่ดีที่ได้ทำในสิ่งนี้เหมือนกัน และก็พยายามไม่ให้ด้มีผลกระทบต่อการแสดงในแต่ละวัน ทำให้ฉันต้องทำ และ ต้องพยายาม คิดว่าถ้าวงการการแสดงไม่ได้มีความหมาย หรือค้นพบว่าไม่ใช่ ฉันก็คิดว่าจะเรียนอย่างเดียว แต่เมื่อได้ทำไปแล้วฉันคิดว่า อื่ม .. มันไม่ได้ยากเลย และตอนนั้น หนังที่ฉันได้รับเล่น มีฉากอยู่ในร.ร มีเพื่อน ๆ ในชั้นเรียน แต่บางฉากเช่น ต้องพูดลุกขึ้น , ทำความเคารพ , ต้องทำซ้ำ ๆ เป็น 10-20 เทค แน่ะ ฉันกลัวมากว่าผู้กำกับจะดุหรือตำหนิฉัน ซึ่งมันจะเป็นความรู้สึกที่แย่มากสำหรับฉัน
(Taiwan FTV Interview in 2003)

ปี 1997-2001

หลังจากที่ได้รับเล่นบทตัวประกอบหรือบทหนังเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้ว ในปี 1997 หลินซินหยูก็ได้รับคัดเลือกจากนักเขียนชื่อดัง ฉงเหยา ให้มาเทส ในละครของเธอ ในบทบาทของ องค์หญิงจื่อเว่ย ในเรื่ององค์หญิงกำมะลอ ทำให้เธอกลายเป็นคนที่มีชื่อเสียงขึ้นมาทันทีในใต้หวัน จีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง เกาหลี รวมถึงประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ , แต่เดิมนั้น ฉงเหยา ได้วางให้ ซินหยู เล่นในเรื่ององค์หญิงกำมะลอในบทของ ไซย่า แต่ด้วยที่ว่านักแสดงตัวหลักที่วางไว้ไม่สามารถเข้าร่วมได้ ทำให้ทีมงานต้องเทสคัดเลือกใหม่ จึงลงตัวที่ หลินซินหยู เหมาะสมที่สุดที่จะได้รับเล่นในบทเป็น องค์หญิงจื่อเว่ย
และหลังจากซีรี่ย์เรื่ององค์หญิงกำมะลอ ได้แพร่ออกอากาศกระจายไปทั่วจีนแผ่นดินใหญ่ ก็ส่งผลทำให้ หลินซินหยู เป็นที่สนใจและรู้จักขึ้นมาทันทีทันใด

“ หลังจากที่ฉันตัดสินใจรับเล่นในบท จื่อเว่ยแล้ว ฉันก็ได้รับบทเอามาอ่าน 3 วันก่อนแสดง ฉันอ่านบทไปร้องไห้ไปในเวลานั้น , ทำไมบทที่ได้รับมันเยอะขนาดนี้ ฉันไม่เคยได้รับบทที่เยอะขนาดนี้มากก่อน อย่างไรเสียที่ผ่านมาถึงจะเยอะก็จะแค่บทนึง 1-2 บรรทัดเท่านั้นเอง และก็ต้องได้ไปอยู่ในสถานที่ที่เป็นชนบท ในเรื่องนี้ฉันต้องใช้เวลาถ่ายทำเป็นเวลานาน ไม่รู้จักใคร ไม่มีเพื่อนที่สนิทคุ้นเคย ทำให้รู้สึกหมดกำลังใจอย่างมากเลยทีเดียว ’’
(Taiwan Cover story Interview in 2001)"[5]

หลังจากที่เธอประสบความสำเร็จในด้านการแสดงบทละครโทรทัศน์แล้ว ในปี 2000 เธอก็ได้มีโอกาสได้ร่วมงานกับ TVB Hong Kong ในเรื่อง อุ้ยเสี่ยวป้อ ซึ่งได้ร่วมงานกับ จางเหว่ยเจี้ยน , ซูฉี และดาราที่มีชื่อเสียงอีกมากมาย ในเรื่องนี้ หลินซินหยูรับบทเป็น องค์หญิงเจี้ยนหนิง ซึ่งเป็นบทจอมแก่น แสนซน และสนุกสนาน ซึ่งเธอแสดงออกมาได้อย่าง เป็นธรรมชาติ น่ารัก และประสบความสำเร็จอย่างมาก จากอีกภาพนึงที่เราเห็นเธอจากเรื่อง องค์หญิงกำมะลอ จากนั้นก็ได้มาร่วมงานกับ ฉงเหยา ในเรื่อง มนต์รักในสายฝน หลินซินหยู ได้รับการโหวตอยู่ 1 ใน 10 ของดาราที่มีชื่อเสียงในฐานะ Asian Superstars 2 ปีซ้อน (2000-2001) หลังจากนั้นเธอก็ได้มีอัลบั้มเพลงออกสู่สาธารณะชน

และหลินซินหยูคิดว่าเธอก็ประสบความสำเร็จในด้านการแสดงในส่วนของละครโทรทัศน์แล้ว และเธอก็ได้ก้าวเข้าไปเล่นภาพยนต์ที่ฮ่องกง ในปี 2000 หลินซินหยู ได้เล่นหนังที่ฮ่องกง 3 เรื่อง และในปี 2001 เธอก็ได้ร่วมแสดงในหนังแนวแอ็คชั่นเรื่อง China Strike Force กับกัวฟู่เฉิง และนักร้องใต้หวัน หวังลี่หง ถึงแม้ว่าเรื่องนี้เธอได้รับบทน้อยเป็นตัวประกอบ แต่เธอก็บอกว่า เป็นประสบการณ์ที่น่าเรียนรู้สำหรับเธอ และนี่ก็เป็นการบุกตลาดฮ่องกงของเธอ


ปี 2002-2005

ในปี 2002 เธอมุ่งสนใจมาที่ตลาดจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งในปีนี้ซินหยูได้รับเล่นละคร 3 เรื่อง Eighteen Springs, Boy & Girl (เมืองนี้มีแต่รัก), และ Flying Dagger (มีดบินทะลุฟ้า) ซินหยูได้รับเลือกในเรื่อง Eighteen Springs เวอร์ชั่นละครซีรี่ย์ ซึ่งเคยทำเป็นเวอร์ชั่นหนังประสบความสำเร็จมาแล้วโดย Ann Hui ผู้กำกับที่มีชื่อเสียงในเอเชีย สำหรับหลินซินหยูแล้ว ถือว่าเป็นบทบาทที่ท้าทายความสามารถของเธอ

“ สำหรับบทบาทที่ได้รับเล่น ซี่รี่ย์ที่เล่นแล้วรู้สึกกดดันมาก ก็คือเรื่อง Eignteen Springs เพราะว่า ในเรื่องนี้บทที่ฉันได้รับ ต้องมีอารมณ์ขึ้น ๆ ลง และมีอารมณ์แปรปรวนอยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็ถือว่าเป็นประสบการที่มีค่ามาก ๆ และในบทบาทนี้ ฉันต้องใส่ใจ และพยายามอย่างมากที่จะแสดงออกมาตามตัวละครที่ได้รับ เมื่อพยายามแล้ว ความกดดันต่าง ๆ ก็หายไป
(Interview Jun 25th, 2003)


ในเรื่องนี้ก็ทำให้หลินซินหยูเป็นที่นิยม มีชื่อเสียง และ ได้รับรางวัลจากบทละคร มั่นเจิน ในเรื่อง ปั้นเซิงหยวน มากมาย และเรื่องนี้ได้ออกอากาศ และเป็นที่รู้จัก ไปทั่ว จีน ใต้หวัน ฮ่องกง เกาหลีใต้

ในปีเดียวกันนั้น หลินซินหยูก็ได้มีโอกาศเล่นละครทีวีแนวโมแมนติก เรื่อง Boy & Girl (เมืองนี้มีแต่รัก)ซีรี่ย์เรื่องนี้ได้ออกอากาศที่จีน ทางสถานีโทรทัศน์ cctv ซึ่งทำเรตติ้งได้สูงสุด เหนือบรรดาซี่รี่ย์เรื่องอื่น ๆ ที่ออกอากาศอยู่ในปีนั้น (ปี 2003) ทำให้ชื่อของหลินซินหยูโด่งดังไปทั่วอีกเช่นกัน และในเรื่องนี้ทำให้หลินซินหยูได้รับคัดเลือกเป็นดาราที่ได้รับความนิยมจากใต้หวันอย
ู่ 1 ใน 10 ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ของดาราจีน และในปีนั้น หลินซินหยูก็ได้ร่วมเล่นซีรี่ย์กำลังภายใน เรื่อง มีดบินทะลุฟ้า เป็นบทประพันธ์ของ Gu Long ถึงแม้ละครแนวกำลังภายในนี้จะไม่ใช่เรื่องแรกที่ซินหยูได้เล่น แต่เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่พริกบทบาทของเธออย่างมาก จากบทผู้หญิงที่เรียบร้อย อ่อนโยน กลายมาเป็นนักฆ่าอย่างเลือดเย็น ละครซีรี่ย์ของหลิน
ซินหยูในปี 2003 เหล่านี้ ได้พิสูจน์ถึงความสำเร็จของหลินซินหยูได้เป็นอย่างดี


ในปี 2004 ก็มีโครงการความร่วมมือระหว่าง จีน-เกาหลี ในการทำละครซีรี่ย์ขึ้นตามสมัยนิยม ที่ละครเกาหลีได้กระจายไปทั่ว ในเรื่อง Amor de Tarapaca, ซึ่งพระเอกเกาหลี ฮันเจซุก ก็ได้เข้ามาร่วมงานกับ หลินซินหยู และต่อมา ซินหยูก็ได้ร่วมงานกับทาง เกาหลี ในเรื่อง The megic touch of fate โดยความร่วมมือกันระหว่างจีนและเกาหลี โดยมี ซูโหย่วเผิงนักแสดงจากใต้หวันร่วมประกบด้วย กับ กังตะ ถือว่าเป็น top idol ของทางเกาหลีในขณะนั้น ซึ่งสำหรับเรื่องนี้ก็ได้ใช้งบประมาณในการสร้างค่อนข้างสูงที่เป็นละครแนวสมัยใหม่ใน
ตอนนั้น

หลังจากที่หลินซินหยูได้ทำงานตลอดที่ผ่านมา เธอก็คิดอยากกลับไปเรียนต่อตามที่เธอเคยฝันไว้ ในฤดุหนาวปี 2004 หลังจากที่แสดงซี่รี่ย์เรื่อง The megic touch of fate จบไปแล้วนั้น หลินซินหยูก็ได้เดินทางไปที่ นิวยอร์ค เพื่อไปเรียนภาษาและเรียนด้านการแสดงเพิ่มเติมเป็นระยะเวลา 3 เดือน โดยเธอเรียนภาษาที่ Embassy CES และเรียนการแสดงที่ New York Film Academy

เดือนก.พ ปี 2005 เมื่อหลินซินหยูกลับมาจาก นิวยอร์ค ด้วยความที่ได้มีโอกาสไปเรียนการแสดงเพิ่มเติม แล้วก็กลับมารับงานแสดงต่อคือ Paris Sonata Sound of Colors, Star Boulevard , and Da Li Princess. สำหรับบทบาทในเรื่อง Paris Sonata ซินหยูต้องไปเรียนเปียโน ก่อนการแสดงเป็นเวลา 2 เดือน หลังจากที่เล่นเรื่อง Paris Sonata ต่อมาหลินซินหยูก็ได้รับเลือกให้เล่นในเรื่อง Sound of colors ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำขึ้นใหม่ของ Jimmy Liao ในเรื่องนี้ต้องเล่นเป็นดีเจ ตาบอด หลินซินหยูเล่นบทเป็นหญิงสาวตาบอดที่ผู้ชม คนดูต่างชื่นชอบเป็นอย่างมาก และเรื่องนี้ต่างก็วิพากษ์วิจารณ์ว่าซินหยูแสดงได้ดีที่สุดเท่าที่ได้รับเล่นมา และเรื่องนี้ก็ได้แพร่ออกอากาศไปทั่ว ฮ่องกง ใต้หวัน ฟิลิปปิน ไทย เวียดนาม ญี่ปุ่น และ USA จากนั้นซีรี่ย์อีก 2 เรื่องคือ Star Boulevard and Da Li Princess ก็เป็นซีรี่ย์ที่ได้ปล่อยออกมาในปี 2007


ปี 2006

ในเดือน มิ.ย . ซินหยูได้รับรางวัลสาขานักแสดงหญิง ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ในโซนใต้หวันฮ่องกง ซึ่งงานนี้จัดขึ้นที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน และได้รับการโหวตจากประชาชนให้อยู่ 1 ใน 10 ของดาราที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมในขณะนั้น หลินซินหยูประสบความสำเร็จอย่างสูงในฐานะการเป็นดาราจากใต้หวันมาทำงานอยู่ที่จีน ซีรี่ย์ในเรื่อง Ancestral Temple ในเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่เธออยากร่วมแสดงเป็นอย่างมาก เพราะมีเนื้อหาหลากหลาย ถือได้ว่าเป็นบทประพันธ์ในดวงใจ สำหรับเรื่องนี้ใช้เวลาในการถ่ายทำเป็นเวลา 3 เดือน ที่ Huang Shan ในประเทศจีน และสิ้นสุดการถ่ายทำเดือน ต.ค 2006 และตามกำหนดการที่ได้รับการยืนยัน เรื่องนี้จะออกฉายที่สถานนีโทรทัศน์ cctv ช่อง 1 ในปี 2007


หลินซินหยูได้กล่าวลากับบริษัทเก่า Zhong Jie ที่อยู่ด้วยกันมาเกือบ 10 ปี และย้ายมาอยู่กับบริษัท Hua Yi Brothers Film and Television group ซึ่งบริษัท ฮว่าอี้ เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการบันเทิงที่มีชื่อเสียงมากในประเทศจีน หลินซินหยูได้เซ็นสัญญากับบริษัทฮว่าอี้เมื่อเดือน พ.ย 2006 สำหรับการเข้ามาอยู่ในบริษัทนี้ของหลินซินหยู บริษัทต้องเสียค่าใช้จ่ายให้กับซินหยูถึง $100 million หลังจากที่เธอได้เข้ามาอยู่ในความดูแลของบริษัทฮว่าอี้แล้ว หลินซินหยูก็ได้เดินทางไปเที่ยวในช่วงหยุดพักงานต่าง ๆ เพื่อพักผ่อนกับครอบครัวที่สหรัฐอเมริกา และเธอก็ได้เดินทางกลับมาที่จีนตอนกลางเดือนม.ค ปี 2007 ตามที่ได้ตกลงทำสัญญาร่วมกันของทางบริษัท คือ บริษัทจะดูแลป้อนงานในเรื่องงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น หนัง ละคร หรือเพลง ให้กับเธอ ในปี 2007 ซึ่งจะมุ่งให้ความสนใจในเรื่องของวงการภาพยนต์มากกว่า แต่เมื่อปี 2006 ผ่านไป ก็มีข่าวลือต่าง ๆ เกี่ยวกับงานที่จะได้รับของเธอ แต่ก็ยังไม่ได้รับการยืนยัน หรือได้ทำอะไรอย่างเป็นทางการจนถึง เดือน ก.พ ปี 2007


ในปี 2007

ในเดือน พ.ค. หลินซินหยูได้รับคัดเลือกให้เป็นทูตรณรงค์เกี่ยวกับโรคซึมเศร้า ที่เกิดขึ้นแพร่หลายในประเทศจีน เธอได้เดินทางไปรณรงค์ในหลาย ๆ พ.ท และงานของเธอก็ยังคงเป็นงานโชว์ตัวตามงานต่าง ๆ และการโปรโมทเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับบริษัทโฆษณา จนเมื่อเดือน ก.ย เธอก็ได้รับเล่นละครซีรี่ย์ของจีน เรื่อง Sudongpo ในเรื่องนี้ได้มีโอกาสกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งกับ พระเอก ลู่อี้ ตามด้วยรับเล่นหนัง เรื่อง Evening Rose ในเดือน ต. ค ปี 2007 ตามด้วยรับเล่นซีรี่ย์เรื่อง The Legend and the Hero ภาค 2 พลิกบทบาทรับบทเป็นสองบุคลิก จากสาวหวาน เรียบร้อย กลายเป็นนางจิ้งจอก ซูต้าจี ซึ่งในเรื่อง The Legend and the Hero ภาคแรก นั้น ผู้ที่ได้ฝากบทบาทนี้ไว้คือ ฟ่านปิงปิง ภาคแรกของเรื่องนี้อยู่ในเรตติ้งที่ดีมาก ทำให้ผู้จัดได้ทำภาคต่อขึ้น โดยให้ หลินซินหยูมารับบท ซูต้าจีแทน ฟ่านปิงปิง ในเรื่องนี้ได้ถ่ายทำกันในเดือน ธ.ค 2007 และคาดว่าภาค 2 นี้จะเป็นผลงานที่ชื่นชอบอีกงานหนึ่งของหลินซินหยู


ในปี 2008

เนื่องด้วยเป็นปีรณรงค์การท่องเที่ยวของใต้หวัน หลินซินหยูจึงรับแสดงในเรื่อง Sun Moon Lake ซึ่งเป็นผลงานทีมสร้างจากจีนแผ่นดินใหญ่ แต่ใช้สถานที่ถ่ายทำที่ใต้หวัน โดยมุ่งเน้นเชิญชวนเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เรื่อง Sun Moon Lake ดัดแปลงมากจากซีรี่ย์เกาหลีเรื่อง Hotelier หลินซินหยูทุ่มเทกับเรื่องนี้มาก ไม่ว่าจะเป็นการดีไซน์เสื้อผ้า หน้า ผม เธอเป็นผู้ดูแลด้วยตัวเอง
หลังจากนั้นก็ได้ไปแสดงรับเชิญให้กับเรื่อง County Magistrate เรื่องนี้ซินหยูรับเชิญออกไม่กี่ตอน และต่อมาก็รับเล่นซีรี่ย์ฟอร์มยักษ์เรื่อง Romance of the Three Kingdoms หรือ 3 ก๊ก เรื่องนี้หลินซินหยูรับเล่นในบท ซุนซ่างเซียง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนบทบาทอีกครั้ง บทนี้จะต้องมีฉากการต่อสู้ โดยหลินซินหยูศึกษาข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ เพื่อจะทำให้ ซุนซ่างเซียง แสดงออกมาอย่างดีที่สุด

 

ในปี 2009

หลินซินหยูรับแสดงหนังเรื่อง Sophie's Revenge ซึ่งเป็นผลงานสร้างของดาราจีนแผ่นดินใหญ่ชื่อดัง จางซิยี่ ในเรื่องนี้หลินซินหยูแสดงเป็นเพื่อนสนิทของนางเอกในเรื่อง ซึ่งเรื่องนี้บทของเธอดูไม่มากนัก แต่ก็โดดเด่นทางด้านสื่อมวลชนเช่นกัน และล่าสุดเธอรับแสดงหนังเรื่อง Fall of a City เป็นหนังที่สร้างขึ้นเกี่ยวกับแผ่นดินไหว ที่เคยประสบมาจากเสฉวน หลินซินหยูทำงานให้กับมูลนิธิต่าง ๆ รวมถึง สถากาชาดรณรงค์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวอยู่แล้ว เธอจึงไม่ลังเลที่จะรับแสดงในเรื่องนี้ทันทีที่ได้อ่านบท
จากที่ได้ร่วมงานกับเหอยุ่นตง ในเรื่อง 3 ก๊ก และ Sophie's Revenge เหอยุ่นตงได้เชิญหลินซินหยูให้มาร่วมงานกับเขาในอัลบั้มเพลงของเหอยุ่นตง โดยหลินซินหยูแสดงเป็นคนรักของเขา และมีเหตุให้ต้องจากกันไปเพื่ออนาคตของเหอยุ่นตง

หลังจากนี้ก็จะมาอัพเดทเพิ่มนะคะ

 

ผลงานเพลง

ในปี 1999 หลินซินหยูได้มีโอกาสออกอัลบั้มเพลงเป็นชุดแรก คือ อัลบั้ม Hearings เป็นเหมือนอัลบั้มเฉพาะกิจ วางจำหน่ายที่ใต้หวันและฮ่องกง และถึงแม้ว่าในอัลบั้มนี้จะมีเพลงใหม่ 5 เพลง แต่ก็ทำให้เธอได้รับรางวัลมากมายในตลาดเพลงที่ฮ่องกง ปี 1999 สถานีวิทยุ HK Metro Radio Station ได้นำเสนอและยกย่องให้อัลบั้มเพลงของซินหยูอัลบั้มนี้เป็น อัลบั้มใหม่ขายดีประจำปี และในปีถัดไป ทาง TVB ฮ่องกง ก็ได้มอบรางวัลให้กับเธอในสาขา นักร้องหน้าใหม่ที่ได้รับความนิยมสูงสุด และที่ Radio Television HK ก็ได้ยกย่องเธอเป็น
The Most Prosperous New Singer Bronze award สำหรับอัลบั้ม Hearings ถึงจะประสบกับความสำเร็จอย่างไรก็ตาม ด้วยปัญหาต่าง ๆ ในบริษัท ทำให้เธอต้องเปลี่ยนบริษัททำเพลง สำหรับอัลบั้มใหม่ต่อไปของเธอ
ในปี 2001 หลังจากที่หยุดงานเพลงมาระยะนึง เธอก็ตกลงทำสัญญากับบริษัท BMG ในใต้หวัน และได้ปล่อยอีก 2 อัลบั้มต่อมา คือ อัลบั้ม face 2 face วางจำหน่ายใน ใต้หวัน ฮ่องกง และจีน
และอัลบั้ม Para Para และสำหรับ 2 อัลบั้มนี้ ซินหยูก็ได้รับรางวัลเกี่ยวกับงานเพลงที่ ฮ่องกง อีกเช่นเคย


หลังจาก 2 อัลบั้มที่กล่าวมา หลินซินหยูก็หันมามุ่งความสนใจกับการแสดงเป็นสำคัญ หลินซินหยูออกอัลบั้มให้กับ BMG 4 อัลบั้ม และก็ไม่ได้ทำอย่างต่อเนื่องต่อไป เพราะฉะนั้น อัลบั้มของเธอต่อมาจะเป็นเพียงอัลบั้มร้องเพลงประกอบละครเท่านั้น ในปี 2004 ซีรี่ย์เรื่อง Eignteen Springs ก็ได้ทำอัลบั้มเพลงประกอบละคร ซี่งหลินซินหยูได้ร้องในอัลบั้มนี้ทั้งหมด 5 เพลง รวมถึงเพลงเปิดของเรื่อง Eignteen Springs ด้วย และในเรื่องนี้เธอได้รับรางวัล The Best Film and Television Song award ต่อมาอีกอัลบั้มคือ possession ซึ่งเป็นอัลบั้มรวมเพลงของเธอเช่นกัน และเมื่อหมดสัญญากับทางบริษัทในปี 2004 หลินซินหยูก็หยุดการทำอัลบั้มเพลงมาจนถึง ปี 2006 และในบริษัทใหม่( ฮว่าอี้) ที่เธอเข้ามาอยู่นี้ ก็ตั้งใจจะทำอัลบั้มเพลงให้กับเธอแต่ยังไม่ได้รับการเปิดเผย ซึ่งอัลบั้มใหม่ของเธอคาดว่าจะเริ่มทำขึ้นในช่วงซัมเมอร์ปี 2007 ที่ผ่านมา ถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้เริ่มทำแม้แต่น้อย คงต้องติดตามกันต่อไปสำหรับงานด้านเพลงของเธอ และเนื่องด้วยเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เสฉวน ทำให้หลินซินหยูได้เลื่อนการทำอัลบั้มเพลงชุดใหม่นี้ออกไป เพื่อเป็นการไว้อาลัยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

จากนั้น มากกว่า 5 ปี ที่หายหน้าหายตาไปจากวงการเพลง หลินซินหยู (Ruby Lin) ก็กลับเข้าสู่วงการเพลงอีกครั้ง หลังจากมิวสิควีดีโอเพลงใหม่ของเธอเริ่มออกอากาศในไต้หวันและจีน อัลบั้มภาพของเธอได้ออกมาเพิ่มเติมจากทาง Sina ข้อมูลจากบริษัทเพลงว่า จะมีงานแถลงข่าวในปักกิ่ง

New Rubyology อัลบั้มใหม่ของหลินซินหยู ออกจำหน่ายอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 26 พ.ย 2008 ซึ่งได้ผลการตอบรับอย่างดีทีเดียว

 

ความรัก การงาน และเพื่อนฝูง

ถึงแม้ว่าหลินซินหยูจะพยายามเก็บเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวก็ตาม แต่สื่อมวลชนมักทำให้คิดพิจารณา
เป็นอย่างมากเกี่ยวกับเรื่องราวชีวิตของเธอ เช่นนี้แล้วเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับผู้ร่วมงานและเพื่อนๆของเธอ
เริ่มขึ้นตั้งแต่มาเป็นนักแสดง หลินซินหยูเริ่มแสดงกับนักแสดงไต้หวันหลินจื้ออิง เรื่อง School Days ในปี 1995 เป็นเรื่องแรก จากนั้นก็มาแสดงเรื่อง องค์หญิงกำมะลอ ในปี 1997

สื่อมวลชนเปิดเผยถึงความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนานของหลินซินหยูกับหลินจื้ออิง อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ไม่เคยยอมรับในอดีตที่ผ่านมา ในปี 2004 หลินซินหยูยอมปรากฏตัวพร้อมด้วยหลินจื้ออิง แต่ก็ความสัมพันธ์ก็ยังไม่มีการยอมรับ ในระหว่างรายการต่าง ๆ ได้ซักถามถึงจดหมายฉบับหนึ่งของหลินจื้ออิง ถึงแม้เขาจะไม่ได้เปิดเผยถึงความสัมพันธ์ แต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธถึงความสัมพันธ์นั้น ในปี 2006 ในรายการ 'Kang Xi Lai Le' พวกเขาปรากฏตัวต่อสาธารณชนพร้อมกันอีกครั้ง และได้เปิดเผยถึงความสัมพันธ์ และได้เลิกรากันไปเพราะความห่-างเป็นสาเหตุที่ทำให้เลิกรากัน หลินจื้ออิงและหลินซินหยู พูดอย่างเปิดเผยถึงความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสอง ว่าความสัมพันเหลือไว้เพียงความเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันหลังจากเลิกกันแล้ว

มาเรื่องมนต์รักในสายฝน สื่อก็มาให้ความสนใจระหว่างหลินซินหยูกับโหย่วเผิงนักแสดงร่วมของเธอ
แม้ว่าพวกเขาจะยืนกรานว่าเขาเป็นแค่เพื่อนกันเท่านั้น ในปี 2006 เมื่อหลินซินหยูมีผู้จัดการคนเดียวกันกับโหย่วเผิงและมาอยู่กับบริษัทว่าHuaYi (ฮว่าอี้)
ความสัมพันธ์ของพวกเค้าจึงก่อตัวขึ้นอีกครั้ง แต่หลินซินหยูก็อ้างว่าเธอมีคนดูแล
เป็นของเธอคนเดียว แต่หลินซินหยูและผู้จัดการของโหย่วเผิงยังอยู่ภายใต้ความสนใจของสื่อ และพวกเขาก็เงียบไปเมื่อเป็นข่าวลือมากขึ้น มันเป็นความจริงที่ประชาชนจำนวนมากและสื่อปรารถนาจะให้เชื่อมโยงเข้าด้วยกันเรื่องขอ
งเขาทั้งสอง และพวกเขามีรายชื่อที่จะถ่ายทำละครด้วยกันถึง 4 เรื่อง มันช่างเป็นอะไรที่เหมาะเจาะขนาดนี้ และประชาชนจำนวนมากคาดว่าพวกเขาต้องมีความสัมพันธ์กันในไม่ช้านี้ หลินซินหยูไม่เคยมีเรื่องอื้อฉาวอะไรมากนัก และมักจะระมัดระวังตัว ทางวงการวางเธอไว้ในรายชื่อผู้ที่ใสสะอาดและเรียบร้อย ปราศจากข่าวคาว เธอประสบความสำเร็จอย่างชัดเจนในการได้รับความชื่นชมจากส่วนรวม


“ภาระนี้บางครั้งมันก็หนักจริงๆ กับสิ่งที่เจอกับตัวเอง การถูกกำหนดว่าความสัมพันเป็นแบบไหน วงการบันเทิงมักจะพุ่งประเด็นพูดถึงเรื่องนี้ และจะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีใครบางคนที่เขาสามารถพูดถึงได้
บางครั้งคุณจะรู้สึกได้ว่าคุณจะพบกับใครซักคนที่คุณสามารถไว้วางใจ
ความสัมพันธ์อาจเป็นรูปเป็นร่างขึ้นจากการแสดงหนัง มันง่ายมากที่จะเกิดความสับสน มันเป็นไปได้ที่จะทำให้เข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่ผิด ๆ ดังนั้นประชาชนจึงคิดอย่างนั้น แต่ในตอนจบ มันจะชัดเจนเมื่อหนังได้แผ่ออกไป และการแสดงจบต่างแยกย้ายกันไป”
(นิตยสารMiss Fashion เดือนสิงหาคม 2004)

ไม่ใช่เพื่อนในวงการบันเทิงเท่านั้น แต่ยิ่งกว่านั้นหลินซินหยูยังเงียบเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่มีต่อเพื่อนในสมัยยังเด็
กนอกวงการหลินซินหยูจะปิดไว้ไม่บอกใครถึง Demi และ Bonnie ผู้ซึ่งเรียนจบมาพร้อมกับหลินซินหยู

“เพื่อนเป็นผู้ซึ่งมีบทบาทสำคัญในชีวิตของฉัน โชคชะตาเป็นสิ่งที่น่าพิศวงจริง ๆ เรารับรู้ได้ด้วยตัวของตัวเองถึงความผูกพัน การเปลี่ยนแปลงจากเด็กเล็กๆจนมาถึงผู้ใหญ่ มีอะไรผ่านไปมากมาย อุปสรรค/ ขวากหนามในการดำเนินชีวิตเพราะงั้นจึงไม่มีอะไรสั่นคลอนในความเป็นเพื่อนจากวันนั้นถ
ึงในวันนี้”
(From rubylin's personal blog)


งานการกุศล

หลินซินหยูมีความผูกพันมากและกระตือรือร้นเกี่ยวกับการกุศล เธอมีความตื่นตัวที่จะทำให้เกิดโครงการ จากปี 2005 หลินซินหยูเป็นพรีเซ็นเตอร์ด้านแฟชั่นบริษัท XUEZHU และหลินซินหยูได้มีส่วนแนะนำของการทำการกุศลของบริษัทขึ้นซึ่ง ตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนจำนวนมาก ผู้ซึ่งอาศัยอยู่ตามเมืองเล็กๆในจีน เธอได้มีส่วนมากมายในผลลัพธ์ของการกุศล และได้เข้าร่วมในคอนเสิร์ตการกุศล "Jackie Chan and Friends" ปี 2005 ข่าวเมื่อไม่นานมานี้ เธอรับอุปการะเด็กชายชาวเวียดนามโดยผ่าน "World Vision Taiwan" ในปี 2005 หลินซินหยูกระตือรือร้นพร้อมกับ ถังจี้ลี่ ความสัมพันธ์ของเธอกับ ถังจี้ลี่ขัดแย้งกันเพราะคำพูดที่เขาพูดโน้มน้าวเธอบ้างในหลาย ๆ อย่าง แต่เขาก็ทำให้เกิดงานการกุศลหลายอย่าง

ในเหตุแผ่นดินไหวที่เสฉวน ในเดือนพ.ค ปี 2008 มีผู้ประสบภัยเป็นจำนวนมาก และเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจแก่คนทั่วโลก หลินซินหยูอุทิศตัวเต็มที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคเงิน ทำงานร่วมกับสภากาชาด เป็นเจ้าหน้าที่รับเรื่องร้องทุกข์ ต่าง ๆ หลินซินหยูหยุดรับงานต่าง ๆ เพื่อเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย เข้าร่วมร้องเพลงให้กำลังใจแก่ผู้ประสบภัย โดยเงินที่ได้รับมอบให้แก่การกุศลนี้ทั้งหมด ในเดือน ต.ค ปี 2008 หลินซินหยูเข้าร่วมโครงการกับ KFC รณรงค์ร่วมบริจาคแบ่งปันอาหารเพื่อน้อง โดยโครงการนี้เป็นโครงการระยะยาวไปถึงปี 2009

ปี 2009 หลินซินหยูยังคงให้ความร่วมมือกับการด้านการกุศลอย่างสม่ำเสมอ ในเดือนก.พ ปี 2009 เธอได้รับรางวัล Entertainment Charity Star Award เป็นดาราที่มุ่งทำงานด้านการกุศลสูงสุง จัดขึ้นที่เซี่ยงไฮ้ และเธอก็ไม่หยุดลงแค่นั้น ในเดือน พ.ค เธอก็ได้เข้าร่วมกิจกรรม Jet Li's charity activity ร่วมกับดาราชื่อดังอีกมากมาย จัดกิจกรรมเพื่อผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวที่เสฉวน
ในเดือน มิ.ย ปี 2009 กิจกรรมที่เธอทำสืบเนื่องตลอดตั้งแต่เดือน ต.ค ปี 2008 กับโครงการอาหารเพื่อน้อง เธอก็ได้เข้าร่วมกับกิจกรรมใหญ่นี้อีกครั้ง กับ KFC ครั้งนี้เธอได้นำเพื่อนสนิทมาร่วมโครงการด้วย คือ ลู่อี้ นั้นเอง กับโครงการนี้เป็นโครงการระยะยาวที่หลินซินหยูอุทิศตัวมาอย่างยาวนานและต่อ ๆ ไปในอนาคตเช่นกัน ....


หลินซินหยู :

“ ฉันได้ร่วมงานกับนักแสดงชายหลายต่อหลายคน ซึ่งภาพที่พวกเขายังไม่ได้เข้ามาสัมผัสถึงชีวิตฉัน พวกเขาก็จะจิตนาการเกี่ยวกับตัวฉันต่าง ๆ นา ๆ ซึ่งจะไปในทางที่ดูดี แต่เมื่อพวกเขามาเห็นถึงความเป็นตัวฉันแล้ว พวกเขาต่างก็บอกว่า ฉันนิสัยเหมือนผู้ชาย จากที่พวกเขาจินตนาการมานั้น มันต่างกันมากเลยเมื่อเห็นฉัน และหลังจากที่เห็นฉันแล้ว พวกเขาก็ไม่จินตนาการเกี่ยวกับตัวฉันอีกต่อไป ”
(June, 2003 Chinatimes)

“ ถ้าจะพูดเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ฉันไม่มีประสบการณ์มากนัก บางอย่างฉันก็ไม่รู้อะไรเลย ถึงตอนนี้ฉันก็ไม่ถนัดหรือจะช้ามากสำหรับเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจ หรือต่าง ๆ แต่ส่วนมากทุกคนจะมองว่าฉันเป็นคนสดชื่น มีชีวิตชีวา แต่ถ้าพูดถึงบทบาทที่ได้รับในการแสดงแล้ว ฉันจะขยันและตั้งใจมาก บางทีสิ่งนี้คือสิ่งที่ฉันทำได้และเป็นจุดแข็งในตัวฉัน ”
(April, 2004 Henan News)

“ ถึงแม้ว่าหลายคนก็ยังคงเรียกและมองฉันว่าเป็น จื่อเว่ย แต่ก็ไม่เป็นไร ฉันไม่ได้กังวลอะไรมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะฉันคิดว่าคนเราต้องเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงอายุ และเวลา บางทีซีรี่ย์หรือหนังแต่ละเรื่องก็จะเปลี่ยนไปตามช่วงจังหวะต่าง ๆ ”
(July, 2004 Bazzar magazine)

“ ฉันหวังว่าทุก ๆ คน ควรที่จะเดินไปตามหาฝัน ไม่ควรที่จะปล่อยโอกาสที่ดีไปและต้องมานั่งเสียใจทีหลัง ”
(April, 2005 @live)

“ ฉันคิดว่าถ้าผู้ชมที่จะจดจำความเป็นดารา ไม่ว่าจะเป็นทั้งบุคลิก ลักษณะนิสัยนั้น ฉันคิดว่าคนเราควรจะสร้างบุคลิกลักษณะที่เป็นตัวของตัวเองมากกว่า ”
(Nov, 2005 Dushi Shi Bao)

“ ฉันคิดว่า บทบาทแต่ละบท มีความคล้ายและแตกต่างกันไป เหมือนกับอายุและความมีประสบการณ์ ความรู้สึกเกี่ยวกับชีวิต การเข้าใจชีวิตที่ลึกซึ้ง สิ่งที่แสดงออกมาแต่ละอย่าง ก็จะแตกต่างกันออกไป ”
(July, 2006 Life Style)

“ความรักของฉันแบ่งเป็น 3 อย่างตามความสำคัญ อย่างแรก คือ รักคนในครอบครัว อย่างที่สอง คือ รักเพื่อน และสุดท้ายคือ คนรัก ฉันคิดว่าความรักแบบคนรักไม่ได้สำคัญต่อชีวิตมากเท่าไหร่นัก
การแต่งงานอาจเป็นส่วนหนึ่งของคนทั่วไปแต่ไม่ใช่สำหรับฉัน ในตอนนี้หรือในอนาคตเรื่องการแต่งงานไม่ได้อยู่ในความคิดเลย แต่หลังจากนี้ไปเป็นเรื่องในอนาคตซึ่งฉันก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นไปยังไงต่อหร
ือจะเกิดอะไรขึ้น ”
( Hers Magazine, November 2007 )

“บรรทัดฐานของแต่ละสังคมมีคำจำกัดความของความสุขที่แตกต่างกันอกไป แต่ละช่วงเวลามีสิ่งที่เรียกว่าความสุข เมื่อฉันหลุดออกมาจากการแสดงภาพยนต์ สามารถที่จะนอนหลับจนกระทั่งร่างกายของฉันตื่นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติมันก็คือความสุข
สำหรับผู้หญิงแล้ว มันเป็นไปได้ว่าการได้ทำบางสิ่งบางอย่างที่เธอชอบอยู่กับบุคคคลที่เธอรัก ฉันคิดว่านี่คือความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว ”
(Cosmopolitan Star 2007)



































Leave a comment
Name:
Comment:
1 comment(s)
  • #1
    ทา 20 Jun 2016 11:56 [1.47.170.27]
    ฉันชอบหลินซินหยํเอามากๆทีเดียว และจะติดตามผลงานเธอตลอดๆ
1 comment(s)